ฎีกาที่ 1938/2563
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
บันทึกการส่งมอบรถยนต์มีข้อความว่า ข้าพเจ้าประสงค์ขอเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยการส่งมอบรถยนต์ตามสัญญา เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9 ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญา เช่าซื้อ กรณีที่เจ้าของได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาของข้าพเจ้า โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า บันทึกการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญา และระบุสถานที่รับรถว่า เป็นการส่งมอบคืน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ เมื่อสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ เช่าซื้อ ฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ กลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และผู้เช่าตกลงที่จะชำระบรรดาหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันบอกเลิกสัญญาแก่เจ้าของจนครบถ้วน และหากเจ้าของนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ออกขาย หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ จะต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของจนครบถ้วน การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันย่อมแปลความหมายได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้เจ้าของ และตกลงจะรับผิดในบรรดาหนี้ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 สัญญา เช่าซื้อ จึงเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลัง ป.พ.พ. มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด การที่โจทก์เพิ่งมีหนังสือแจ้งสิทธิการซื้อทรัพย์สินลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันโดยหนังสือดังกล่าวถูกส่งคืนกลับต้นทาง และโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพียง 60 วัน เท่านั้น ส่วนค่าขาดราคาถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าขาดราคา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 243,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 51,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 23,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขอให้ค่าขาดราคา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญผูกพันบริษัทได้ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ ยี่ห้อ VOLVO รุ่น xc 90 หมายเลขทะเบียนศช 8389 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา เช่าซื้อ 862,822.20 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ เป็นงวดรายเดือน งวดละ 15,387 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีกำหนด 60 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 ตุลาคม 2556 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของทุกเดือนไปจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เช่าซื้อ โดยชำระค่า เช่าซื้อ เพียง 24 งวดเศษ เป็นเงิน 347,205.82 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 25 ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2558 โจทก์มิได้มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งขณะนั้นรถยนต์ที่ เช่าซื้อ มีหมายเลขทะเบียน 2 กร 195 กรุงเทพมหานคร โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 แจ้งให้จำเลยทั้งสองใช้สิทธิซื้อทรัพย์สิน โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ได้ราคา 327,102.80 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์เสียค่าบริการจัดการประมูลขายรถยนต์ 3,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2559 โจทก์มีหนังสือแจ้งการขายรถยนต์และให้ชำระค่าเสียหายไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเมื่อลูกหนี้ผิดนัด จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือฉบับนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ หลังผิดนัดเป็นเวลา 4 เดือน คิดเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 5,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์มีข้อความอันมีใจความสำคัญว่า โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้าประสงค์ขอเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยการส่งมอบรถยนต์ตามสัญญา เช่าซื้อ คืนให้แก่โจทก์ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9 ซึ่งข้าพเจ้าสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญา เช่าซื้อ กรณีที่เจ้าของได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาของข้าพเจ้า โดยที่หัวกระดาษของเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่า บันทึกการส่งมอบรถยนต์เพื่อเลิกสัญญา และตามบันทึกการส่งมอบรถยนต์ ระบุสถานที่รับรถว่า เป็นการส่งมอบคืน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ อีกทั้งตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 9 กำหนดว่าผู้ เช่าซื้อ ฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ โดยการส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ กลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และผู้เช่าตกลงที่จะชำระบรรดาหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันบอกเลิกสัญญาแก่เจ้าของจนครบถ้วน และเมื่อเจ้าของนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ออกขาย หากได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ จะต้องรับผิดชำระส่วนที่ขาดนั้นให้แก่เจ้าของจนครบถ้วน ดังนี้ เมื่อพิจารณาเอกสารดังกล่าวข้างต้นประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นทั้งกรรมการของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ค้ำประกันจึงแปลความหมายการกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวได้ว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อโจทก์โดยส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ กลับคืนให้เจ้าของ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าของ และตกลงที่จะรับผิดในบรรดาหนี้ที่เกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญานี้อันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 9 ข้างต้น สัญญา เช่าซื้อ จึงเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าว หาใช่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันโดยคู่สัญญาสมัครใจที่จะเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าขาดราคาได้ มีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอค่าขาดราคาเป็นเงิน 194,513.58 บาท เห็นว่า ค่า เช่าซื้อ เป็นเงินลงทุนของโจทก์รวมกับผลประโยชน์ที่โจทก์คำนวณไว้ล่วงหน้าสำหรับการลงทุนเป็นเวลา 60 เดือน โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นงวด งวดละ 14,380.37 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โจทก์ได้รับค่า เช่าซื้อ มาแล้ว 24 งวดเศษ เป็นเงิน 347,205.82 บาท และได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ 2 ปี 4 เดือน แต่การจะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดราคาเท่ากับค่า เช่าซื้อ ส่วนที่ขาดซึ่งได้รวมผลประโยชน์สำหรับการลงทุนจนครบ 5 ปี ตามที่ตกลงกันไว้ ย่อมเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินส่วน เมื่อคำนึงถึงราคาเงินสดของรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ค่า เช่าซื้อ ที่โจทก์ได้รับชำระและเงินที่ได้จากการขายรถยนต์แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ชำระค่าขาดราคาเป็นเงิน 50,000 บาท อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เริ่มผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว คือ โจทก์ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด แต่โจทก์เพิ่งมีหนังสือแจ้งสิทธิการซื้อทรัพย์สินลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ส่งไปยังจำเลยที่ 2 ตามที่อยู่ที่ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันโดยหนังสือดังกล่าวถูกส่งคืนกลับต้นทาง โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และหลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2559 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ดังนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมต้องหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา 60 วัน จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพียง 60 วันเท่านั้น ส่วนค่าขาดราคาถือเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ค่าขาดราคา ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 73,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ 10,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 73,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2563 บริษัท ซ. โจทก์ บริษัท น. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 386 , ม. 573 , ม. 686 ป.วิ.พ. ม. 142 (5) , ม. 246 , ม. 252