ฎีกาที่ 8469/2563
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เดิมโจทก์เป็นเจ้าของ ที่ดิน แปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 8260 แล้วโจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกออกเป็น ที่ดิน แปลงย่อย 45 แปลง และก่อสร้างอาคารพาณิชย์บน ที่ดิน เหล่านั้นนำออกขาย คงเหลือ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8260 หรือ ที่ดิน ส่วนกลาง โจทก์ยอมให้ผู้ซื้อ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์จากโจทก์สามารถใช้ ที่ดิน ส่วนกลางทั้งแปลงเป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ขาย ที่ดิน จัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ และถือได้ว่าเป็นการจัดสรร ที่ดิน แล้ว ดังนั้น ที่ดิน ส่วนกลางที่โจทก์ผู้จัดสรร ที่ดิน จัดให้ผู้ซื้อ ที่ดิน จัดสรรใช้เป็นทางจึงต้องตกเป็นภาระจำยอมแก่ ที่ดิน ที่จัดสรรทุกแปลงรวมถึง ที่ดิน ทั้งสองแปลงของจำเลยด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์จัดสรร ที่ดิน จำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1388 จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารบน ที่ดิน ทั้งสองแปลงของจำเลย จึงมีสิทธิเพียงใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางเข้าออกเท่านั้น ไม่อาจใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นของตนเองโดยเฉพาะด้วยการก่อสร้างดัดแปลงและต่อเติมอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้ามาใน ที่ดิน ส่วนกลางซึ่งเห็นได้ว่าย่อมทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ในฐานะผู้จัดสรร ที่ดิน และเจ้าของ ที่ดิน จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยและจำเลยร่วมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจาก ที่ดิน ส่วนกลางได้ แม้จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้เช่าของจำเลยไม่อาจใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเกินกว่าการใช้เป็นทางภาระจำยอมก็ตาม แต่โจทก์คงมีแต่กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ส่วนกลางซึ่งตกเป็นภาระจำยอม โจทก์จึงต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน และต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยซึ่งจำเลยร่วมเช่าด้วย โจทก์ไม่อาจนำ ที่ดิน ส่วนกลางซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์ของผู้ซื้อไปจากโจทก์ซึ่งใช้เป็นทางเข้าออกไปหาประโยชน์ได้อีกเพราะเป็นการกระทำอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ที่ดิน ส่วนกลางจากจำเลยร่วมไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกไปจาก ที่ดิน ของโจทก์ โดยให้ปรับพื้นที่ให้มีสภาพดังเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์มีอำนาจเข้าดำเนินการได้เองโดยจำเลยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชดใช้ค่าใช้ประโยชน์ ที่ดิน ของโจทก์ในอัตราเดือนละ 284,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกไปจาก ที่ดิน ของโจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมยื่นคำร้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพื้นปูนยกระดับผนังกั้นทางเดินใต้กันสาดผนังที่สร้างบนพื้นปูน และสิ่งปลูกสร้างที่ต่อเติมรุกล้ำอื่น ๆ ทั้งหมดในเนื้อที่ 14.2 ตารางวา และให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันปรับพื้นที่ให้มีสภาพดังเดิม คำขออื่นให้ยกให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน ของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท ให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและจำเลยร่วมจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจาก ที่ดิน ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์อื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของ ที่ดิน แปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 8260 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2521 โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดิน ดังกล่าวเป็น ที่ดิน แปลงย่อย 45 แปลง และก่อสร้างอาคารพาณิชย์บน ที่ดิน เหล่านั้นบางแปลงแล้วนำออกขาย เหลือ ที่ดิน เปล่าเนื้อที่ 2 งาน 56 ตารางวา แต่ละด้านติดกับ ที่ดิน แปลงย่อยที่โจทก์แบ่งแยกและก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ต่อไปจะเรียกว่า ที่ดิน ส่วนกลาง โจทก์ยอมให้ผู้ซื้อ ที่ดิน ที่แบ่งแยกและอาคารพาณิชย์ของโจทก์ใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ที่โจทก์แบ่งแยกโฉนดเลขที่ 141350 และ 141351 พร้อมอาคารบน ที่ดิน ดังกล่าวโดยซื้อจากโจทก์ ทั้งนี้ด้านหน้าของอาคารทั้งสองของจำเลยอยู่ติดกับ ที่ดิน ส่วนกลางของโจทก์ จำเลยร่วมเป็นผู้เช่าอาคารทั้งสองจากจำเลย และจำเลยร่วมก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารทั้งสองทางด้านหน้ารุกล้ำเข้าไปใน ที่ดิน ส่วนกลางของโจทก์ โดยจำเลยร่วมเทพื้น ก่อผนัง ทำหลังคา ติดตั้งป้ายโฆษณาและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ รวมทั้งวางสิ่งของออกมาบน ที่ดิน ส่วนกลาง มีเนื้อที่ 14.2 ตารางวา ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมว่า ที่ดิน พิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ เห็นว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของ ที่ดิน แปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 8260 โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกออกเป็น ที่ดิน แปลงย่อย 45 แปลง และก่อสร้างอาคารพาณิชย์บน ที่ดิน เหล่านั้นแล้วนำออกขาย คงเหลือ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8260 หรือ ที่ดิน ส่วนกลาง และมีอาคารพาณิชย์สองฝั่งตลอดแนวความยาว ซึ่งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8260 ซึ่งเป็น ที่ดิน คงเหลือดังกล่าวนั้น โจทก์ยอมให้ผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ใช้ ที่ดิน ดังกล่าวเป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ที่นายศุภชัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยอมให้ผู้ซื้ออาคารพาณิชย์ใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะเท่าที่จำเป็น โดยกำหนดให้ ที่ดิน ส่วนกลางส่วนที่ติดกับด้านหน้าอาคารพาณิชย์แต่ละหลังด้านละ 4.5 เมตร เป็นทาง ส่วน ที่ดิน ส่วนกลางถัดไปหรือที่เหลือตรงกลาง โจทก์สงวนไว้ใช้ประโยชน์เองนั้น การกำหนดให้ ที่ดิน ส่วนกลางส่วนที่ติดกับอาคารพาณิชย์ด้านละ 4.5 เมตร เป็นทาง มิได้เป็นไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องและมิได้อยู่ในรายการจดทะเบียน ที่ดิน หรือเอกสารท้ายฟ้องแต่อย่างใด จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้อง ส่วนจำเลยก็ให้การว่า ที่ดิน ของโจทก์ เป็นถนนสาธารณูปโภคที่โจทก์จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรร ที่ดิน ของโจทก์ โดยจำเลยร่วมเป็นผู้เช่าอาศัยสิทธิของจำเลย จำเลยมิได้ให้การว่า มีการกำหนดให้เฉพาะ ที่ดิน ส่วนกลางส่วนที่ติดกับอาคารพาณิชย์ด้านละ 4.5 เมตร เป็นทางแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์กำหนดให้ ที่ดิน ส่วนกลางที่ติดกับอาคารพาณิชย์ด้านละ 4.5 เมตร เป็นทาง และสงวนส่วนที่เหลือตรงกลางไว้ใช้ประโยชน์ จึงเป็นเรื่องวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นข้อพิพาท คดีจึงฟังได้แต่เพียงว่าโจทก์ยอมให้ผู้ซื้อ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์จากโจทก์สามารถใช้ ที่ดิน ส่วนกลางทั้งแปลงเป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ขาย ที่ดิน จัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ และถือได้ว่าเป็นการจัดสรร ที่ดิน แล้ว ดังนั้น ที่ดิน ส่วนกลางที่โจทก์ผู้จัดสรร ที่ดิน จัดให้ผู้ซื้อ ที่ดิน จัดสรรใช้เป็นทางจึงต้องตกเป็นภาระจำยอมแก่ ที่ดิน ที่จัดสรรทุกแปลงรวมถึง ที่ดิน ทั้งสองแปลงของจำเลยด้วย ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 1 และข้อ 30 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์จัดสรร ที่ดิน ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วนั้น โจทก์นำสืบว่า โจทก์มิได้ปิดกั้นบุคคลภายนอกไม่ให้ใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางเนื่องจากต้องการให้มีผู้เข้ามาซื้อสินค้าจากเจ้าของอาคารพาณิชย์ที่โจทก์จัดสรร โดย ที่ดิน ส่วนกลางเป็นซอยสุขุมวิท 3/1 โจทก์ได้จดทะเบียน ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางภาระจำยอมแก่ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10064 ซึ่งอยู่ติดกัน โจทก์ไม่ได้อุทิศ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางสาธารณะ ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมนำสืบว่า โจทก์ให้บุคคลทั่วไปใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางโดยไม่เคยหวงห้ามตั้งแต่ปี 2521 นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้ามาซื้อสินค้าและบริการจากร้านตามอาคารพาณิชย์ที่โจทก์จัดสรร และเป็นทางรถยนต์ลัดจากถนนสุขุมวิทออกไปสู่ซอยนานาได้ โจทก์ไม่เคยบำรุงรักษา ที่ดิน ส่วนกลาง ผู้ซื้อ ที่ดิน จากโจทก์ช่วยกันดูแลทางและท่อระบายน้ำ ถือได้ว่าโจทก์อุทิศ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว เห็นว่า ตามสำเนาโฉนด ที่ดิน เลขที่ 8260 โจทก์ยังคงมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดิน ส่วนกลางและ ที่ดิน ส่วนกลางก็มิได้ติดกับทางสาธารณะ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ที่ดิน ที่เป็นทางเชื่อมระหว่าง ที่ดิน ส่วนกลางกับถนนสุขุมวิทและซอยนานาเป็นทางสาธารณะ และตามแผนที่พิพาท ที่ดิน ส่วนกลางกว้าง 16.108 เมตร โดยมีอาคารพาณิชย์จำนวนมากสองฝั่งตลอดแนวความยาว ที่โจทก์นำสืบว่า มิได้ปิดกั้นเนื่องจากต้องการให้มีผู้เข้ามาซื้อสินค้าจากเจ้าของอาคารพาณิชย์ก็สอดคล้องกับลักษณะการใช้ประโยชน์ของอาคารพาณิชย์อยู่แล้ว ทั้งเป็นประโยชน์แก่จำเลยและผู้ซื้อ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์จากโจทก์รายอื่นในการเข้าออกได้โดยสะดวก ประกอบกับโจทก์จดทะเบียน ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางภาระจำยอมแก่ ที่ดิน แปลงอื่นที่โจทก์แบ่งขายไป จึงเห็นได้ว่าโจทก์ต้องยอมให้บุคคลอื่นนอกจากผู้ซื้อ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์จากโจทก์ใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางด้วย อีกทั้งจำเลยร่วมเป็นผู้เช่า ที่ดิน และอาคารพาณิชย์ของจำเลย จึงย่อมมีสิทธิใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน ส่วนกลางเท่ากับที่จำเลยมีสิทธิ จำเลยร่วมจะอ้างสิทธิอื่น ๆ ต่างจากที่จำเลยมีสิทธิว่า ที่ดิน ส่วนกลางไม่ตกเป็นภาระจำยอมแต่เป็นทางสาธารณประโยชน์เพื่อยกขึ้นอ้างยันโจทก์หาได้ไม่ ดังนี้ ที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ไม่ได้อุทิศ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางสาธารณะ จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมนั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่เคยบำรุงรักษา ที่ดิน ส่วนกลาง แต่ผู้ซื้อ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์จากโจทก์ช่วยกันดูแลทางและท่อระบายน้ำนั้น ก็เป็นเพียงการทำผิดหน้าที่ตามกฎหมายของผู้จัดสรร ที่ดิน เท่านั้น แต่การที่จำเลยไม่ได้ว่ากล่าวในการที่จำเลยร่วมผู้เช่าของจำเลยต่อเติมก่อสร้างดัดแปลงอาคารพาณิชย์รุกล้ำคร่อมท่อระบายน้ำและเข้ามาใน ที่ดิน ส่วนกลางบริเวณ ที่ดิน พิพาทมีเนื้อที่ 14.2 ตารางวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ล้ำเข้ามามากที่สุด ล้ำเข้ามาใน ที่ดิน ส่วนกลางมากกว่า 8 เมตร ทั้งที่ ที่ดิน ส่วนกลางมีขนาดกว้างเพียง 16.108 เมตร นั้น ถือได้ว่ามิใช่การใช้ ที่ดิน ส่วนกลางอย่างทางสาธารณประโยชน์ แต่เป็นการครอบครอง ที่ดิน ส่วนกลางบางส่วนแต่เพียงผู้เดียว และกีดขวางการใช้ ที่ดิน ส่วนกลางของผู้ซื้อ ที่ดิน แปลงอื่นจากโจทก์ รวมทั้งผู้ที่โจทก์จดทะเบียนทางภาระจำยอมอย่างมาก ทั้งจำเลยและจำเลยร่วมยังนำสืบรับว่า เจ้าของอาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ก่อสร้างรุกล้ำเข้ามาใน ที่ดิน ส่วนกลาง อันเป็นการขัดแย้งกับการที่อ้างว่ามีการอุทิศให้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน พยานหลักฐานของจำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าโจทก์ได้อุทิศโดยปริยายให้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางสาธารณะ และเมื่อ ที่ดิน พิพาทอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ทั้งสองของจำเลย และ ที่ดิน พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของ ที่ดิน ส่วนกลาง คดีจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์ได้อุทิศโดยปริยายให้ ที่ดิน พิพาทเป็นทางสาธารณะอันจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องห้ามมิให้จำเลยใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางเข้าออก แต่ฟ้องว่าจำเลยใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน ส่วนกลางที่โจทก์ยอมให้จำเลยใช้เป็นทางเดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ อันเป็นการสร้างภาระใน ที่ดิน ส่วนกลางซึ่งเป็นทางภาระจำยอมเกินควร ดังนี้ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเรื่องของผู้จัดสรร ที่ดิน และผู้ซื้อ ที่ดิน จัดสรร ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งข้อ 30 บัญญัติว่า "สาธารณูปโภคซึ่งผู้จัดสรร ที่ดิน ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรร ที่ดิน ตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต...ให้ถือว่าตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ ที่ดิน จัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรร ที่ดิน หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษากิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้" ดังนี้ เมื่อฟังได้ว่า ที่ดิน ส่วนกลางตกเป็นภาระจำยอมแก่ ที่ดิน ของจำเลยโดยผลแห่งกฎหมายแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ไม่มีสิทธิทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1388 จำเลยและจำเลยร่วมจึงมีสิทธิเพียงใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นทางเข้าออกเท่านั้น ไม่อาจใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเป็นของตนเองโดยเฉพาะด้วยการก่อสร้างดัดแปลงและต่อเติมอาคารพาณิชย์รุกล้ำเข้ามาใน ที่ดิน ส่วนกลาง ซึ่งเห็นได้ว่าย่อมทำให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นแก่ภารยทรัพย์ โจทก์ในฐานะผู้จัดสรร ที่ดิน และเจ้าของ ที่ดิน จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยและจำเลยร่วมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจาก ที่ดิน ส่วนกลางได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมผู้เช่าของจำเลยชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ที่ดิน ส่วนกลางของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท แก่โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยร่วมเป็นผู้เช่าของจำเลยเป็นผู้อาศัยสิทธิของจำเลย แม้ไม่อาจใช้ ที่ดิน ส่วนกลางเกินกว่าการใช้เป็นทางภาระจำยอมก็ตาม แต่ที่โจทก์ขอให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทนั้น โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์คงมีแต่กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ส่วนกลางซึ่งตกเป็นทางภาระจำยอม โจทก์จึงต้องรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน และต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ของจำเลยซึ่งจำเลยร่วมเช่าด้วย โดยโจทก์ไม่อาจนำ ที่ดิน ส่วนกลางซึ่งตกเป็นภาระจำยอมแก่ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์ของผู้ซื้อไปจากโจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกไปหาประโยชน์ได้อีกเพราะเป็นการกระทำอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ดังนี้ โจทก์จึงเรียกค่าเสียหายจากจำเลยร่วมไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน ส่วนกลางแก่โจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยร่วมไม่ต้องชำระเงินค่าใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8469/2563 ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. โจทก์ นาง จ. จำเลย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. จำเลยร่วม ป.พ.พ. ม. 1388 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1, 30