ฎีกาที่ 2040/2563
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ เป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 (เดิม) และมาตรา 278 (เดิม) จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแม้คดีนี้โจทก์เดิมจะได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ จำนอง ของจำเลยไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ก็ตาม แต่โจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยได้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งในคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ว่า ให้โจทก์นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดิน สัญญา จำนอง และสำเนาทะเบียนบ้านจำเลยก่อนนำยึด แต่โจทก์ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์เพิ่งมาตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่โดยยื่นคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดอันจะถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม)แม้ทรัพยสิทธิ จำนอง ยังคงอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้ จำนอง หรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์ จำนอง ต่อไปได้ แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ยึดทรัพย์ จำนอง ของจำเลยล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์ จำนอง ของจำเลยออกขายทอดตลาด
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2539 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,494,666.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 960,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 26 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดิน จำนอง โฉนดเลขที่ 37526, 37527, 37536 และ 37537 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สิน จำนอง แต่ผู้แทนโจทก์ส่งต้นฉบับโฉนด สัญญา จำนอง และสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยไม่ครบจึงยึดไม่ได้ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์ (ผู้เข้าสวมสิทธิแทน) ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สิน จำนอง เพื่อจะนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าโจทก์ยื่นคำขอเมื่อเกินระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) จึงมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ จำนอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ได้เกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่อย่างใด แต่เกิดจากความบกพร่องของโจทก์เอง คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์ จำนอง ของจำเลยออกขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับเป็นกรณีที่ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการบังคับคดีไปถึงขั้นตอนใดจึงจะถือว่าได้มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปีแล้ว เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (เดิม) และมาตรา 278 (เดิม) จะเห็นได้ว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ขั้นตอนต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อพิจารณาขั้นตอนดังกล่าวแล้ว แม้คดีนี้โจทก์เดิมจะได้แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ จำนอง ของจำเลยไว้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์นำเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยึดมายื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ครบจึงไม่สามารถยึดที่ดินของจำเลยได้ และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งในคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ว่า ให้โจทก์นำส่งต้นฉบับโฉนดที่ดิน สัญญา จำนอง และสำเนาทะเบียนบ้านจำเลยก่อนนำยึด แต่โจทก์ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2560 โจทก์เพิ่งมาตั้งเรื่องบังคับคดีใหม่โดยยื่นคำขอยึดอสังหาริมทรัพย์ ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นนี้ จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการต่าง ๆ ตามขั้นตอนครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดอันจะถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) เมื่อโจทก์เพิ่งยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์ จำนอง ของจำเลยวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุด (วันที่ 11 ตุลาคม 2539) โจทก์จึงสิ้นสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์ จำนอง ของจำเลย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ทรัพยสิทธิ จำนอง ยังคงอยู่และโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ จำนอง นั้น เห็นว่า แม้ทรัพยสิทธิ จำนอง ยังคงอยู่และโจทก์สามารถใช้ยันต่อลูกหนี้ จำนอง หรือต่อบุคคลภายนอกที่รับโอนทรัพย์ จำนอง ต่อไปได้ แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ยึดทรัพย์ จำนอง ของจำเลยวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาชั้นที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินทรัพย์ จำนอง ของจำเลยออกขายทอดตลาด ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของโจทก์ต้องกันมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2040/2563 ธนาคาร ศ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. ผู้เข้าสวมสิทธิ โจทก์ นาย ก. จำเลย ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม) , ม. 275 (เดิม) , ม. 278 (เดิม)