ฎีกาที่ 6444/2561
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์ มรดก ของ ด. แบ่งปันกันเอง โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันอ้างว่า ด. มีบุตร 3 คน ซึ่งเป็นความเท็จ และร่วมกันแบ่งทรัพย์ มรดก ของ ด. โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับ มรดก และมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของ ด. ตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์ มรดก ของ ด. แบ่งปันกันเอง โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับ มรดก และมีคำขอที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของ ด. ตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของ ด. ให้แก่โจทก์และบุตร ย่อมมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 และไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของ ด. ประกอบกับเหตุแห่งการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์ มรดก ตามฟ้องเกิดขึ้นหลัง ด. ตายเกินกว่าระยะเวลา 1 ปีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่ ด. ถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนขอให้จำเลยทั้งสามโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141, 52622 และ 48771 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์เลขที่ 2133 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แก่โจทก์และบุตรภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 479,949.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำได้ ให้แบ่งทรัพย์ มรดก ตามส่วนให้แก่โจทก์ในส่วนของที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 25,787.50 บาท แก่โจทก์และบุตร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์และบุตร และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 และ 48771 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้แก่โจทก์และบุตรรวมกันแปลงละ 1 ใน 4 ส่วน หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสามและนายผจญ สามีของโจทก์เป็นบุตรของนางดวง เจ้า มรดก นายผจญกับโจทก์สมรสกัน เด็กชายปนิธิหรือปัจจุบัน เป็นบุตรของนายผจญกับโจทก์ นางดวงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 นายผจญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2547 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ของนางดวงตามสำเนาคำร้องคดีหมายเลขดำที่ 151/2548 ของศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ความยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ มรดก ครั้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ มรดก ของนางดวง ซึ่งนางดวงมีทรัพย์ มรดก คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141, 48771, 52622 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และบ้านเลขที่ 8 หมู่ที่ 16 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันบ้านเลขที่ 8 ถูกรื้อถอนแล้ว เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 เป็นของจำเลยที่ 1 และวันที่ 19 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 ออกเป็นที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 จากนั้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 ให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินค่าทดแทนที่ดินและค่ารื้อย้ายจากกรมชลประทาน กรณีทางราชการเวนคืนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48771 บางส่วนเป็นเงินจำนวน 3,150 บาท ส่วนที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์เลขที่ 2133 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีการออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 48772 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 มิใช่ทรัพย์ มรดก ของนางดวง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินกรณีทางราชการเวนคืนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48772 บางส่วนเป็นเงินจำนวน 236,013.75 บาท และค่ารื้อย้ายต้นไม้ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48772 เป็นเงินจำนวน 40,786 บาท ประเด็นที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า นางดวงเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอแบ่งปันทรัพย์ มรดก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมสมคบกันยักย้ายและปิดบังทรัพย์ มรดก ของนางดวง โดยฉ้อฉลและรู้อยู่ว่าทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามถูกกำจัดมิให้รับ มรดก ของนางดวง ไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนางดวง ประกอบกับเหตุแห่งการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์ มรดก ตามฟ้องเกิดขึ้นหลังนางดวงตายเกินกว่าระยะเวลา 1 ปีแล้ว เช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่นางดวงถึงแก่ความตาย เช่นนี้ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ ประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และถือไม่ได้ว่าฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นข้อฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยทั้งสามฎีกาในประเด็นที่ว่า โจทก์ฟ้องและอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันสมคบยักย้ายปิดบังทรัพย์ มรดก ของนางดวง โดยฉ้อฉลและรู้อยู่แล้วว่าทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามย่อมถูกกำจัดมิให้รับ มรดก ของนางดวง ไม่อาจถือว่าโจทก์ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนางดวง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตร ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง และเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์ มรดก ของนางดวงแบ่งปันกันเอง โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันอ้างว่านางดวงมีบุตร 3 คน ซึ่งเป็นความเท็จ และร่วมกันแบ่งทรัพย์ มรดก ของนางดวงโดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับ มรดก และมีคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนางดวงตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายปิดบังทรัพย์ มรดก ของนางดวงแบ่งปันกันเอง โดยไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์และบุตร จำเลยทั้งสามสมควรที่จะถูกกำจัดมิให้ได้รับ มรดก และมีคำขอที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนางดวงตามส่วนให้แก่โจทก์และบุตร ตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันทรัพย์ มรดก ของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตร ย่อมมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 อันเป็นการมิชอบดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใด ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามต้องแบ่งทรัพย์ มรดก ของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตรของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ประเด็นนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า นางดวงผู้เป็นเจ้า มรดก มีทรัพย์ มรดก คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141, 52622 และ 48771 เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 48771 จำนวน 3,150 บาท และบ้านที่รื้อถอนไปแล้วซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตีราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้าน ซึ่งนางดวงมีทายาท 4 คน คือจำเลยทั้งสามกับนายผจญสามีของโจทก์ โจทก์กับบุตรเป็นผู้รับ มรดก แทนที่นายผจญสามีของโจทก์ ย่อมมีสิทธิรับ มรดก ของนางดวง 1 ใน 4 ส่วน แม้จำเลยทั้งสามจะฎีกาว่า จำเลยทั้งสามได้ชำระเงินในส่วนที่เป็นทรัพย์ มรดก ของนางดวงที่ตกทอดแก่โจทก์และบุตรของโจทก์แล้วจำนวน 62,500 บาท โดยแยกเป็นค่าที่ดิน 50,000 บาท และค่าบ้าน 12,500 บาท ตามที่ปรากฏในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1402/2557 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดฐานยักยอกทรัพย์ มรดก จำเลยทั้งสามหาจำต้องแบ่งทรัพย์ มรดก ของนางดวงให้แก่โจทก์และบุตรของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีกแต่ประการใด แต่เมื่อตรวจพิเคราะห์สำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1402/2557 ของศาลชั้นต้น แล้วปรากฏข้อเท็จจริงแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 สำนึกผิดในการกระทำความผิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 62,500 บาท และตามคำร้องของโจทก์ในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1402/2557 ของศาลชั้นต้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า โจทก์ขอรับเงินจำนวน 62,500 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำไปวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายในคดีอาญา อันเป็นมูลเรื่องละเมิด โดยโจทก์ยังคงสงวนสิทธิในการฟ้องคดีแพ่งในเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ด้วยเหตุนี้เองย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติได้แน่นอนว่า จำเลยทั้งสามได้ชำระเงินในส่วนที่เป็นทรัพย์ มรดก ของนางดวงที่ตกทอดแก่โจทก์และบุตรของโจทก์แล้วจำนวน 62,500 บาท ดังที่กล่าวอ้างในฎีกา นอกจากนี้ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ปลูกสร้างบ้านของแต่ละคนลงในที่ดินเต็มพื้นที่แล้ว เป็นการยากที่จะแบ่งหรือให้โจทก์และบุตรมีชื่อในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง และในอนาคตจะต้องมีการฟ้องร้องเป็นคดีเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงอีกอย่างแน่แท้ แต่ข้อขัดข้องในเรื่องการแบ่งทรัพย์ มรดก ดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกาเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินซึ่งสามารถดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ทรัพย์สิน ลักษณะ 2 กรรมสิทธิ์ และหมวด 3 กรรมสิทธิ์รวม หาเป็นข้อขัดข้องตามฎีกาของจำเลยทั้งสามแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 25,787.50 บาท แก่โจทก์และบุตร พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์และบุตร และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 27141 และ 48771 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 52622 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ให้แก่โจทก์และบุตรรวมกันแปลงละ 1 ใน 4 ส่วน มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาในประเด็นนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2561 นางนิชดา หมื่นเจิง โจทก์ นางวรรณยุดา ทะปะละ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1754 ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 172 วรรคสอง