ฎีกาที่ 8387/2561
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ในชั้นร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา โจทก์ได้ส่งสำเนาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับเอกสารดังกล่าวแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้แล้วออกหมายนัดแจ้งให้จำเลยทราบกับกำหนดให้จำเลยแก้ฎีกาของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายนัด ไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยซ้ำอีก การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ในครั้งหลังนี้อีกจึงเป็นการผิดหลง และเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดว่าการที่โจทก์ได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยไว้ดังกล่าวข้างต้น เป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่จำต้องปฏิบัติซ้ำอีก จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยโดยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจาก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 18508 และ 18509 เลข ที่ดิน 42 และ 43 อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ ซึ่งอยู่ใน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 18509 และส่งมอบ ที่ดิน ทั้งสองแปลงคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี กับให้ชดใช้ค่าเสียหาย 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยส่งมอบ ที่ดิน ทั้งสองแปลงคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ไปดำเนินการไถ่ถอนจำนองและดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 18508 ให้กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยดังเดิมโดยเร็ว หากโจทก์ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้โจทก์ชดใช้เงินแก่จำเลย 1,271,090 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 18 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท โจทก์ฎีกา และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นเฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 25,521 บาท หากโจทก์ประสงค์ฎีกาก็ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำเลยจำนวน 74,392 บาท มาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์นำส่งภายใน 15 วัน โจทก์ไม่ดำเนินการนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อสั่ง คดีนี้ในชั้นร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา โจทก์ได้ส่งสำเนาคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 และจำเลยได้รับเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏตามรายงานผลการส่งหมายในสำนวน ลำดับที่ 103 ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ แล้วดำเนินการออกหมายนัดแจ้งให้จำเลยทราบกับกำหนดให้จำเลยแก้ฎีกาของโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายนัด ไม่มีเหตุที่จะต้องสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยซ้ำอีก ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ในครั้งหลังนี้อีก จึงเป็นการผิดหลง และเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดว่าการที่โจทก์ได้ส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้น เป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่จำต้องปฏิบัติซ้ำอีก ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีในการนำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้น พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยแก้ภายใน 15 วัน โดยให้โจทก์นำส่งภายใน 15 วัน นั้นเสีย และสั่งใหม่เป็นให้โจทก์นำส่งหมายนัดแจ้งการรับฎีกา กับกำหนดเวลาให้จำเลยแก้ฎีกาภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมายนัดดังกล่าว แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2561 นางสาวส่งศรี แช่มภูธร โจทก์ นายศิโรฒม์ จาตุรนตกุล จำเลย ป.วิ.พ. ม. 174 , ม. 247 (เดิม)