ฎีกาที่ 4750-4751/2561
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ได้ เมื่อคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ เมื่อสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมระบุว่า หากคู่สัญญามีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใดๆ ซึ่งเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับสัญญา รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญา การเลิกสัญญา หรือความสมบูรณ์ของสัญญา ให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม และได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทจากพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่นำสืบจึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ผู้คัดค้านยกขึ้นโต้แย้งเป็นประเด็นพิพาทไว้ถูกต้องครบถ้วน ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) และ (5) แล้ว ไม่อาจโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะทำให้ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ศาลจะแทรกแซงกระบวนการอนุญาโตตุลาการโดยการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย การที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งว่า อนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกำหนดค่าเสียหายให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระแก่ผู้ร้องโดยมิได้วินิจฉัยเชื่อตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบว่า ผู้ร้องมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ผู้คัดค้านจึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และอุทธรณ์คัดค้านในประเด็นการกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับของอนุญาโตตุลาการ นั้น ล้วนเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการโต้แย้งว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาวินิจฉัยโดยขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไม่ เมื่ออนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการรับฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องและข้อวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับภายใต้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและผู้ร้องนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการโดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 45 (1) แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ที่ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ว่าการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) จากคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแล้วแต่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว คดีนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้พิพาทต่างฝ่ายต่างยื่นคำร้องในมูลคดีคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกัน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และต่างฝ่ายต่างเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) เป็นเหตุให้ค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่มิได้แยกยื่นคำร้องเป็นคนละคดีกัน กรณีจึงมีเหตุสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่พิพาทเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทแต่ละคนได้ชำระ ทั้งนี้โดยเทียบเคียงกับ ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคห้า ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกบริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด ผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกบริษัทไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยบังคับผู้คัดค้านให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 45,421,859.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้าน/ข้อเรียกร้องแย้ง (วันที่ 28 เมษายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง พร้อมชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการให้แก่ผู้ร้อง แต่ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม กับค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการคำนวณถึงวันยื่นคำร้องต้องไม่เกิน จำนวน 14,895,881.16 บาท และจำนวน 1,477,364 บาท ตามลำดับ กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาซึ่งผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 ผู้ร้องทำสัญญาว่าจ้างผู้คัดค้านก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยพร้อมที่จอดรถยนต์โครงการวู้ดแลนด์ สวีท พัทยา ตั้งอยู่เลขที่ 172/3 หมู่ที่ 5 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตกลงราคาจ้างเหมารวม 98,692,561.87 บาท กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 ระหว่างการก่อสร้างมีการขยายระยะเวลาการก่อสร้าง 2 ครั้ง ครั้งแรกมีกำหนด 30 วัน ถึงวันที่ 16 มกราคม 2551 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีกครั้งถึงวันที่ 12 มีนาคม ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2551 ผู้คัดค้านมีหนังสือขอหยุดทำการก่อสร้างชั่วคราวไปถึงผู้ร้อง ในวันเดียวกันนั้นผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านเคลื่อนย้ายบุคลากรและคนงานออกจากโครงการก่อสร้างของผู้ร้อง วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ผู้ร้องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2552 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระค่าก่อสร้างงวดสุดท้าย งานก่อสร้างเพิ่มเติม และเงินประกันผลงานจำนวน 20,910,357.18 บาท และคืนหนังสือ ค้ำประกัน ของธนาคาร ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้คัดค้านชำระค่าปรับและค่าเสียหาย จำนวน 210,023,969.45 บาท คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องคืนหนังสือ ค้ำประกัน ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2551 จำนวนเงิน 4,934,629 บาท ซึ่ง ค้ำประกัน การปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาฯ ให้แก่ผู้คัดค้าน ส่วนหนังสือ ค้ำประกัน ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2550 จำนวนเงิน 9,800,000 บาท ที่ ค้ำประกัน การรับเงินล่วงหน้าตามสัญญาจ้างเหมาฯ ให้ผู้ร้องคืนให้แก่ผู้คัดค้านเมื่อผู้ร้องได้รับชำระเงินซึ่งจ่ายล่วงหน้าที่ยังขาดอยู่จำนวน 762,585.57 บาท จากผู้คัดค้านแล้ว และให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 45,421,859.84 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำคัดค้าน/ข้อเรียกร้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง วันที่ 16 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่ผู้คัดค้านเพิกเฉย วันที่ 10 กันยายน 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวเข้าด้วยกันเป็นคดีนี้ ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น คดีมีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม และได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาด ตามข้อสัญญา ข้อที่ 23 และสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้ ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท จึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยกล่าวอ้างว่าคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากไม่ได้หยิบยกเรื่องข้อสัญญาจ้างเหมาและพฤติการณ์แห่งคดีที่เป็นสาระสำคัญขึ้นวินิจฉัย เนื่องจากระหว่างก่อสร้างผู้คัดค้านกับผู้ร้องตกลงให้มีการขยายระยะเวลาการก่อสร้าง และไม่มีเจตนายึดถือเอากำหนดเวลาก่อสร้างเป็นสาระสำคัญ ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า ทางนำสืบของผู้คัดค้านล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเกี่ยวกับเนื้อหาแห่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการทั้งสิ้นการที่คณะอนุญาโตตุลาการจะหยิบยกพยานหลักฐานใดขึ้นวินิจฉัยภายในขอบเขตของกฎหมายและสัญญาที่พิพาทกัน ย่อมเป็นสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ ปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว จึงมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ประเด็นแรกที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง กับมิได้แสดงคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดี ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เข้าลักษณะเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันต้องด้วยข้อยกเว้นแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) ที่ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ประเด็นข้อนี้ผู้คัดค้านยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในการอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นนำคำเบิกความของนายวิกุล และนางสาววรัษยา มาวินิจฉัยประกอบพยานเอกสารว่า สัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในข้อ 23 ตกลงกันให้มีการเสนอข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งตามสัญญาทุกเรื่องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด และคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเป็นที่สุดให้มีผลผูกพันคู่กรณี จึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาทเท่านั้น โดยศาลชั้นต้นมิได้พิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานฝ่ายผู้คัดค้านแล้ววินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของฝ่ายใดมีน้ำหนักเชื่อถือได้ดีกว่ากันเพียงไร เห็นว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ขึ้นวินิจฉัยว่า ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้เมื่อคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดคือผู้คัดค้านสามารถพิสูจน์ได้ว่าคำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำชี้ขาดวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ว่า สัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม ระบุว่า หากคู่สัญญามีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับสัญญานี้ รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญา การเลิกสัญญาหรือความสมบูรณ์ของสัญญานี้ให้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมิได้มีข้อกำหนดจำกัดขอบเขตอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการเอาไว้ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมางานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรม และได้เสนอข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดตามสัญญาข้อ 23 แล้ว การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยข้อพิพาทจึงเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทภายในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวได้กล่าวหรือแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่ผู้คัดค้านยกขึ้นโต้แย้งเป็นประเด็นพิพาทไว้ถูกต้องครบถ้วน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) แล้ว ไม่อาจโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะทำให้ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น ประเด็นต่อมาที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งเข้าเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดได้ ถ้ากรณีปรากฏต่อศาลว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 45 (1) ที่ให้สิทธิแก่ผู้คัดค้านที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้นั้น เห็นว่า หัวใจของกฎหมายอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลจะแทรกแซงในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งรวมถึงการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้อย่างชัดแจ้งภายในกรอบที่จำกัด เช่น กรณีตามมาตรา 40 (1) (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) และ (2) (ก) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เมื่อมาตรา 40 (2) (ข) วางหลักเกณฑ์ว่า ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดได้เมื่อมีกรณีปรากฏต่อศาลว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องตีความประเด็นเรื่องความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างเคร่งครัด เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบของอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายได้เลย สำหรับอุทธรณ์ข้อ 3 ของผู้คัดค้านในประเด็นที่อุทธรณ์โต้แย้งว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น ผู้คัดค้านเพียงแต่ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างโต้แย้งคัดค้านว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาโดยมิได้วินิจฉัยเชื่อตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่นำสืบในชั้นพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการว่า ผู้ร้องมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ ส่วนอุทธรณ์ข้อ 4 ของผู้คัดค้านในประเด็นการกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับของอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อ 3 และ ข้อ 4 ของผู้คัดค้านดังกล่าว ผู้คัดค้านโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น หาใช่เป็นการโต้แย้งว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาวินิจฉัยโดยขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไม่ เมื่ออนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการรับฟังพยานหลักฐานของผู้คัดค้านและผู้ร้องและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและกำหนดค่าเสียหายและค่าปรับภายใต้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านและผู้ร้องนำสืบในชั้นอนุญาโตตุลาการโดยละเอียดแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยประการใดๆ กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 45 (1) ที่ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อ 3 และข้อ 4 ของผู้คัดค้าน ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ในชั้นอนุญาโตตุลาการนั้นผู้คัดค้านเป็นผู้เสนอข้อพิพาทเนื่องจากผู้คัดค้านส่งมอบงานงวดที่ 12 และงวดที่ 13 แล้ว แต่ผู้ร้องไม่ชำระเงินค่างวดดังกล่าว ส่วนผู้ร้องยื่นคำคัดค้านและเรียกร้องแย้งว่า ผู้คัดค้านดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากผู้คัดค้าน และคณะอนุญาโตตุลาการได้กำหนดประเด็นพิพาทด้วยว่า ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา และในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ได้มีการวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตำหนิว่าฝ่ายผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทในชั้นอนุญาโตตุลาการเพียงให้ผู้ร้องชำระค่างวด 2 งวด กับคืนหนังสือ ค้ำประกัน จึงเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสำนวนชั้นอนุญาโตตุลาการนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นข้อนี้ แม้ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) จากคู่พิพาทในลักษณะของคดีคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศหรือคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศนั้น เป็นการกำหนดให้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดหรือคู่พิพาทที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดแล้วแต่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว คดีนี้เป็นกรณีที่ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่พิพาทต่างฝ่ายต่างได้ยื่นคำร้องในมูลความแห่งคดีเดียวกัน โดยผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในมูลคดีคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกัน โดยต่างฝ่ายได้เสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ข) เป็นเหตุให้ค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่าค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทเหล่านั้นต้องชำระในกรณีที่มิได้แยกยื่นคำร้องเป็นคนละคดีกัน กรณีจึงมีเหตุสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่คู่พิพาทเหล่านั้นตามส่วนของค่าขึ้นศาลที่คู่พิพาทแต่ละคนได้ชำระไป ทั้งนี้โดยเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นที่ผู้คัดค้านได้เสียมา จำนวน 50,000 บาท แก่ผู้คัดค้านและผู้ร้องคนละกึ่งหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4750 - 4751/2561 บริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด ผู้ร้อง บริษัทไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้าน บริษัทไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง บริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคห้า พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (1) (ง) , ม. 45 (1)