ฎีกาที่ 5519/2561
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มและประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลจำเลยที่ 1 แม้ ภาษี มูลค่าเพิ่มและ ภาษี เงินได้นิติบุคคลจะเป็น ภาษี อากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินและยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2) แห่ง ป.รัษฎากร ย่อมมีผลทำให้หนี้ ภาษี อากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็นหนี้ ภาษี ค้าง อันจะถูกโจทก์ยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากร และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า ภาษี ตามการประเมิน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทมิใช่ลายมือชื่อของกรรมการของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการฉบับพิพาทอันเป็นเหตุแห่งการประเมินรายนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาท การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เสีย ภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้ง ภาษี มูลค่าเพิ่มและหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคล รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่มีฐานรายรับหรือรายได้ที่จะใช้อำนาจประเมิน ภาษี จากจำเลยที่ 1 ตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ภาษี อากรค้าง จำนวน 32,413,399.44 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,629,106.14 บาท กับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,115,302.98 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด เดิมมีนาวาตรีธนวัฒน์ นายสุรสิทธิ์ และนางศิริเพ็ญ เป็นกรรมการร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 332/48-49 วันที่ 1 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นนายสุรสิทธิ์ และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2551 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่เป็นเลขที่ 24 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี เจ้าพนักงานสำนักงานสรรพากรพื้นที่สมุทรสาคร 2 ของโจทก์ตรวจสอบข้อมูลระบบกำกับดูแลจากฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบว่าแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของจำเลยที่ 1 สำหรับเดือน ภาษี สิงหาคม 2550 ถึงเดือน ภาษี กรกฎาคม 2551 ฉบับพิพาท มีความผิดปกติของยอดซื้อต่อยอดขายสูง นอกจากนี้ ยังมีการยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ของจำเลยที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกยื่นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 แสดงรายได้ 0 บาท ฉบับที่ 2 ยื่นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 แสดงรายได้ 6,316,329.83 บาท และฉบับที่ 3 ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 แสดงรายได้ 0 บาท ส่วนแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 แสดงรายได้ 361,511.27 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชี้แจงว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เฉพาะที่แสดงยอดซื้อและยอดขายเป็น 0 เท่านั้น และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี สิงหาคม 2550 ถึงเดือน ภาษี กรกฎาคม 2551 และประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มและหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์การประเมินดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยส่งให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีทราบแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 และวันที่ 20 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาล ภาษี อากรกลาง และไม่ได้ชำระหนี้ค่า ภาษี อากรดังกล่าวรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 32,413,399.44 บาท โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือน ภาษี สิงหาคม 2550 ถึงเดือน ภาษี กรกฎาคม 2551 ฉบับที่พิพาทต่อโจทก์จริงหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้เคร่งครัดเรื่องการลงลายมือชื่อกรรมการและประทับตราบริษัทในแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือน ภาษี เมษายน 2551 ถึงเดือน ภาษี กรกฎาคม 2551 ฉบับที่ยื่นต่อโจทก์ก็ตาม แต่ลายมือชื่อในส่วนช่องผู้ประกอบการในแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือน ภาษี สิงหาคม 2550 ถึงเดือน ภาษี กรกฎาคม 2551 ฉบับพิพาท จะเป็นลายมือชื่อของกรรมการจำเลยที่ 1 หรือผู้ยื่นแทนจริงหรือไม่นั้น โจทก์ไม่มีผลการตรวจพิสูจน์หรือพยานหลักฐานอื่นใดมาประกอบข้อนำสืบของโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏจากแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทว่ามียอดขายต่อยอดซื้อสูงมากเพื่อจะขอคืนเงินค่า ภาษี มูลค่าเพิ่มแต่ละเดือนเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงจำเลยที่ 1 ยังมิได้ประกอบกิจการจริง ซึ่งหากจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทนี้เพื่อขอคืนเงินค่า ภาษี มูลค่าเพิ่มตามแบบดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะยื่นแบบ ภ.พ.30 อีกฉบับหนึ่งในแต่ละเดือนซ้ำซ้อนกันโดยแสดงยอดขายและยอดซื้อเป็น 0 บาท ต่อโจทก์ อันจะทำให้เกิดปัญหาแก่การได้รับคืนเงินค่า ภาษี มูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาท อีกทั้งแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทสำหรับเดือน ภาษี เมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2551 ก็ระบุที่อยู่สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 เลขที่ 332/4 ซึ่งไม่ใช่ที่อยู่เดิมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงสถานประกอบการเป็นเลขที่ 24 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 แล้ว ซึ่งข้อนี้ไม่น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ขาดความระมัดระวังในการกรอกแบบ ภ.พ.30 ดังที่โจทก์อ้าง เพราะปรากฏจากแบบ ภ.พ.30 สำหรับเดือน ภาษี เมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม 2551 ที่จำเลยที่ 1 ยื่นในช่วงเวลาเดียวกันนั้นได้ระบุสถานประกอบการแห่งใหม่อย่างถูกต้อง จากพฤติการณ์ที่มีการกรอกแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทโดยผิดพลาดเช่นนี้ ทำให้ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีบุคคลอื่นแอบอ้างชื่อจำเลยที่ 1 ยื่นแบบ ภ.พ.30 ฉบับพิพาทเพื่อขอคืน ภาษี มูลค่าเพิ่มโดยมิชอบ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่สำนักตรวจสอบ ภาษี กลางของโจทก์เองมีบันทึกข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลที่อาจมีผู้นำชื่อไปใช้ในการออกใบกำกับ ภาษี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือน ภาษี สิงหาคม 2550 ถึงเดือน ภาษี กรกฎาคม 2551 ฉบับพิพาท ข้อนี้ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ฉบับพิพาทที่ยื่นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 แสดงรายได้ 6,316,329.83 บาท หรือไม่ เห็นว่า ข้อที่นางสาววิจิตรวดี พยานโจทก์เบิกความอ้างว่า แบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทมีลายมือชื่อของกรรมการจำเลยที่ 1 พร้อมตราประทับ มีชื่อผู้สอบบัญชี ผู้ทำบัญชี และมีงบการเงินซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกรรมการจำเลยที่ 1 แล้วนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์ยอมรับมาในอุทธรณ์เองว่า ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาท ไม่ตรงกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่แสดงไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนลายมือชื่อของนางสาวสุรัชดา ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ทำบัญชีในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาท ก็ปรากฏจากการไต่สวนของสำนักงานตรวจสอบ ภาษี กลางของโจทก์ว่า นางสาวสุรัชดาไม่รู้จักและไม่ได้เป็นผู้ทำบัญชีให้แก่จำเลยที่ 1 อันแสดงว่านางสาวสุรัชดาถูกอ้างชื่อเป็นผู้ทำบัญชีให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ตรงต่อความจริง อีกทั้งยังได้ความจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองโดยนายรชตกร ผู้สอบบัญชีซึ่งลงลายมือชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทมาเบิกความว่า พยานรับงานตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ 1 มาจากสำนักงานสอบบัญชี โดยไม่ทราบว่าผู้ใดทำบัญชีให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานจึงไม่อาจยืนยันได้ว่าลายมือชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงขาดความเชื่อมโยงให้รับฟังได้ว่าลายมือชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทเป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จริง แต่จากพฤติการณ์ที่นางสาวสุรัชดาถูกอ้างชื่อเป็นผู้ทำบัญชีและนายรชตกรไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับลายมือชื่อกรรมการของจำเลยที่ 1 ในแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทดังกล่าวนี้ กลับเป็นพฤติการณ์บ่งชี้ไปในทางว่าจำเลยที่ 1 อาจจะถูกบุคคลอื่นอ้างชื่อเพื่อใช้ในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ฉบับพิพาทเช่นเดียวกับกรณีการยื่นแบบ ภ.พ.30 ดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังมีนางทิพา ซึ่งเป็นนักบัญชีมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างนางทิพาทำบัญชีและจัดทำแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยจำเลยที่ 2 ลงชื่อในแบบ ภ.ง.ด.50 ต่อหน้านางทิพา หลังจากนั้นนางทิพาเป็นผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และงบการเงินต่อโจทก์และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 มอบให้นางทิพาจัดทำบัญชีตลอดจนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้แล้ว เช่นนี้ ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 50 ฉบับพิพาทแสดงว่ามีรายได้จำนวนมากต่อโจทก์อีก เพราะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองอย่างชัดแจ้งโดยปราศจากเหตุผล พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ฉบับพิพาท ที่ยื่นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2551 แสดงรายได้ 6,316,329.83 บาท ข้อนี้ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มโจทก์จากยอดขายตามแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และยอดซื้อที่ไม่สามารถแสดงใบกำกับ ภาษี ซื้อได้ กับได้ประเมิน ภาษี เงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำนวณรายได้ตามข้อมูลรายรับที่ปรากฏจากแบบ ภ.พ.30 ประกอบด้วย อันเป็นการประเมินโดยอาศัยแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับพิพาท ดังนี้ แม้ ภาษี มูลค่าเพิ่มและ ภาษี เงินได้นิติบุคคลจะเป็น ภาษี อากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินและยื่นอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมมีผลทำให้หนี้ ภาษี อากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็นหนี้ ภาษี ค้าง อันจะถูกโจทก์ยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า ภาษี ตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมิน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อในแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทมิใช่ลายมือชื่อของกรรมการของจำเลยที่ 1 แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำพยานเข้าสืบเพื่อให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการฉบับพิพาทอันเป็นเหตุแห่งการประเมินรายนี้ด้วย เมื่อได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงมาแล้วข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาท ดังนี้ เจ้าพนักงานประเมินย่อมไม่มีอำนาจนำยอดขายหรือยอดซื้อตามแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับพิพาทนั้นมาคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับได้ อีกทั้งไม่อาจใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) มาประเมินให้จำเลยที่ 1 เสีย ภาษี ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับตามแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และตามแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับพิพาทด้วย การแจ้งการประเมินของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 1 เสีย ภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้ง ภาษี มูลค่าเพิ่มและหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้นิติบุคคล รวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่มีฐานรายรับหรือรายได้ที่จะใช้อำนาจประเมิน ภาษี จากจำเลยที่ 1 ตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ ฉะนั้น จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5519/2561 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัท บ. กับพวก จำเลย ป.รัษฎากร ม. 12 , ม. 30 (2) , ม. 71 (1)