ฎีกาที่ 9193/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นทำนองว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน แต่เหตุที่โจทก์อ้างเป็นหลักในคำฟ้องก็เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์อ้างในคดีก่อนว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คำขอบังคับในคดีนี้จะแตกต่างจากคดีก่อนก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน กล่าวคือ ในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ย. ทั้งสามครั้งตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ส่วนการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์ มรดก เอาจากทายาท กรณีจำต้องอยู่ภายใต้อายุความ มรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เมื่อโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่งทราบการตายของเจ้า มรดก โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้า มรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้า มรดก และจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะยกอายุความ มรดก ขึ้นต่อสู้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755 นอกจากนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้าย ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตายและโจทก์ได้รู้ถึงความตายของเจ้า มรดก และพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนผู้เป็นหุ้นส่วนและอำนาจกรรมการ (ที่ถูก หุ้นส่วนผู้จัดการ) ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ คืนกลับไปให้มีสภาพคงเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 2 สิงหาคม 2544 ให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนแก้ไขหุ้นส่วนและอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการคืนกลับสู่สภาพเดิมที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันดังกล่าว กับเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 10 แปลง ดังกล่าว พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินระหว่างนายยิ่งยงผู้จัดการ มรดก ของนางยุดากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนกลับสู่ฐานะเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายยิ่งยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนกลับสู่ฐานะเดิมที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2546 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 ระหว่างนายยิ่งยง ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนางยุดาหรือยุ่น กับนายยิ่งยงในฐานะส่วนตัว และระหว่างนายยิ่งยงกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ให้ที่ดินกลับคืนสู่กอง มรดก ของนางยุดา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่ได้โต้เถียงกันว่า นายยิ่งยงหรือชิดจือ กับนางยุดาหรือยุ่น อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือนางอารีนันท์ นายอาคม จำเลยที่ 1 โจทก์และนายเอื้อ จำเลยที่ 4 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับที่ 4 นายยิ่งยงกับนางยุดาประกอบกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง ใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นบุตรคนเดียวที่ช่วยและดำเนินกิจการในห้างหุ้นส่วนดังกล่าวตลอดมา เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2544 และ 15 มีนาคม 2545 นายยิ่งยงกับจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ นางยุดาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายยิ่งยงให้เป็นผู้จัดการ มรดก ของนางยุดา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการ มรดก จดทะเบียนโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์ มรดก ของนางยุดาได้ดำเนินการโอนที่ดิน 10 แปลง โดยโอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวมทั้งสิ้น 9 แปลง ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 131 และ 525 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3843 ถึง 3846 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6243, 5948 และ 38647 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้ง 9 แปลง ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 นายยิ่งยงจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเอง แล้วโอนที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมานายยิ่งยงถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายอาคม เป็นผู้จัดการ มรดก เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2548 นายอาคมและโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยไว้ว่า การยื่นขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ มีผลให้นายอาคมผู้ร้องที่ 2 นางยุดา และนายยิ่งยงพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ไม่มีอำนาจร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวได้ และนายอาคมในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายยิ่งยงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเรียกที่ดินที่นายยิ่งยงจดทะเบียนโอนไปทั้ง 10 แปลง คืนเข้าสู่กอง มรดก เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุด โดยวินิจฉัยไว้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่านางยุดาเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย นายยิ่งยงบิดาโจทก์ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนางยุดาโอนที่ดิน มรดก ของนางยุดาจำนวน 10 แปลง ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก ของนางยุดาในวันเดียวกันนั้นโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 จำนวน 3 แปลง ให้จำเลยที่ 3 จำนวน 7 แปลง การที่โจทก์ฟ้อง แม้จะเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์ มรดก ของนางยุดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดิน มรดก จากจำเลยที่ 1 ทายาทของนางยุดา จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทยกอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ต่อสู้กับโจทก์ได้ สำหรับคดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 5426 ที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้ที่ดินแปลงดังกล่าวกลับสู่กอง มรดก ของนางยุดา ซึ่งเป็นแปลงหนึ่งในสิบแปลงที่พิพาทกันในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 ของศาลชั้นต้นข้างต้น ส่วนปัญหาอื่นให้ยกฟ้อง คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับการปลอมและใช้เอกสารปลอมในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ กับการขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้นดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น โจทก์กับนายอาคม ซึ่งเป็นพี่ชายของโจทก์และพี่ชายของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ และตั้งผู้ชำระบัญชี จำเลยที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ยื่นคำคัดค้าน โจทก์กับนายอาคมซึ่งเป็นผู้ร้องทั้งสองในคดีดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นโจทก์ จำเลยที่ 1 กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ผู้คัดค้านมีฐานะเป็นจำเลย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ได้ยื่นคัดค้านจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้เป็นหุ้นส่วน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย ในคดีนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีผลสมบูรณ์ และฟังว่าการจดทะเบียนต่อมาในวันที่ 15 มีนาคม 2545 และ 26 กันยายน 2549 เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โจทก์และนายอาคมมิได้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ไม่มีอำนาจร้องให้เลิกห้างหุ้นส่วนได้ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมต้องผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้โดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นทำนองว่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนและอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน แต่เหตุที่โจทก์อ้างเป็นหลักในคำฟ้องก็เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์อ้างในคดีก่อนว่าการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คำขอบังคับในคดีนี้จะแตกต่างจากคดีก่อนก็ตาม แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็เนื่องมาจากมูลเหตุเดียวกัน กล่าวคือ ในคดีนี้ก็ต้องวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งว่า การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด ยิ่งยงสวัสดิ์ ทั้งสามครั้งตามฟ้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้อีกจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 711/2551 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการต่อมามีว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 10 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 1 รวม 9 แปลง และที่นายยิ่งยงโอนให้แก่จำเลยที่ 2 อีก 1 แปลง โดยขอให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ได้หรือไม่ และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ สำหรับที่ดิน 9 แปลง ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 101/2552 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากขาดอายุความ มรดก ตามข้อเท็จจริงยุติข้างต้น แม้โจทก์จะมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว แต่โจทก์ก็เป็นทายาทด้วยคนหนึ่ง การฟ้องในคดีดังกล่าวจึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคนที่มีสิทธิรับ มรดก ของนางยุดาด้วยกัน จึงถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง การฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน 9 แปลง ซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม จึงเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทและเป็นกรณีพิพาทระหว่างทายาทที่มีสิทธิรับ มรดก เกี่ยวกับส่วนแบ่งในทรัพย์ มรดก จึงเป็นการเรียกคืนทรัพย์สิ่งเดียวกันกับทรัพย์ มรดก ในคดีก่อนนั่นเอง ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคดีนี้กับคดีก่อนต้องอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้ง 9 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ดินพิพาทอีก 1 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5426 ที่มีการโอนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขออนุญาตสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 5426 และเอกสารอื่นซึ่งแนบท้ายคำร้องเป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ที่ระบุว่า นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการ มรดก โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ตนเอง แล้วโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิมพ์ชื่อผู้รับโอน มรดก ลงในสารบัญจดทะเบียนคลาดเคลื่อนโดยเจ้าพนักงานได้ตรวจสอบเอกสารการจดทะเบียนโอน มรดก และลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทโอน มรดก แล้ว พบว่าผู้โอน มรดก คือนายยิ่งยง ผู้รับ มรดก คือจำเลยที่ 1 และได้ตรวจสอบลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมประเภทให้ที่ดิน พบว่าผู้ให้คือจำเลยที่ 1 ผู้รับให้คือจำเลยที่ 2 กรณีเป็นการจดทะเบียนคลาดเคลื่อนเนื่องจากเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดโดยมีหลักฐานชัดแจ้ง เจ้าพนักงานจึงได้แก้ไขรายการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยแก้ไขชื่อผู้รับโอน มรดก จากนายยิ่งยงเป็นจำเลยที่ 1 และผู้ให้จากนายยิ่งยงเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว ตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อ้างส่งเป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายยิ่งยงในฐานะผู้จัดการ มรดก โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์ มรดก เอาจากทายาท กรณีจำต้องอยู่ภายใต้อายุความ มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เมื่อโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่งทราบการตายของนางยุดาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่นางยุดาถึงแก่ความตายโดยโจทก์ได้ไปร่วมงานศพนางยุดาในวันดังกล่าวด้วย โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางยุดาจึงต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่เมื่อโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางยุดาเจ้า มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของนางยุดา และจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทชอบที่จะยกอายุความ มรดก ขึ้นต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตายและโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางยุดาเจ้า มรดก นอกจากนี้ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านางยุดาเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องคดีนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จึงพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย คดีโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทอีก 1 แปลง ดังกล่าวจึงขาดอายุความแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อได้ความดังที่ได้วินิจฉัยมานี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9193/2560 นายอานนท์ สวัสดิ์พาณิชย์ ในฐานะทายาทโดยธรรม ของนางยุดาหรือยุ่น สวัสดิ์พาณิชย์ และในฐานะ ผู้จัดการ มรดก ของนายยิ่งยง สวัสดิ์พาณิชย์ โจทก์ นายอดิเรก สวัสดิ์พาณิชย์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง , ท้าย , ม. 1755 ป.วิ.พ. ม. 148