ฎีกาที่ 8623/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย ย่อมเป็นการตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแทนทายาททั้งหมด การที่ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ มรดก ทั้งหมดให้ ป. เพียงผู้เดียว ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก แทน ประเด็นแห่งคดีระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสองจึงขึ้นอยู่กับว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ตายทำพินัยกรรม การที่ผู้ร้องคัดค้านมาร้องอ้างการสืบสิทธิผู้สืบสันดานในฐานะทายาทโดยธรรม ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องคัดค้านและผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก โดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวอีก อันเป็นประเด็นข้อพิพาทโต้เถียงอย่างเดียวกัน แม้ผู้ร้องคัดค้านไม่เคยเข้าเป็นคู่ความในคดีส่วนที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา แต่เมื่อผู้ร้องคัดค้านร้องคัดค้านในประเด็นข้อพิพาทที่ผู้ร้องได้ต่อสู้แทนผู้ร้องคัดค้านแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องคัดค้านจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ผู้ร้องเคยส่งสำเนาพินัยกรรมพิพาทไปตรวจพิสูจน์แล้วยื่นเสนอเป็นพยานหลักฐานขอให้ศาลฎีกาใช้ประกอบการพิจารณา แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต คำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันผู้ร้องคัดค้าน ผู้ร้องคัดค้านจึงไม่อาจอ้างการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวได้
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายวิเชียร ผู้ตาย ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายและขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้านทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก แทน ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 นางพูลศรี ผู้ร้องคัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายและตั้งผู้ร้องคัดค้านกับผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแทน โดยคำร้องมีใจความโดยสรุปว่า ผู้ร้องคัดค้านเป็นบุตรของนางทองคำหรือทองพูล น้าของผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายก่อนผู้ตายจึงมีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตายแทนที่มารดา เนื่องจากนายประเสริฐ พี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันของผู้ตายซึ่งมีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตายถูกกำจัดมิให้รับ มรดก ของผู้ตาย เนื่องจากปลอมพินัยกรรมของผู้ตาย ทำให้มารดาผู้ร้องคัดค้านซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับหลังมีสิทธิได้รับ มรดก ของผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมของนายประเสริฐ แต่เมื่อพินัยกรรมที่ผู้ตายยกทรัพย์ มรดก ให้นายประเสริฐเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่มีสิทธิรับ มรดก ของผู้ตายแทนนายประเสริฐและถือไม่ได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ มรดก ของผู้ตาย ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์จัดการทรัพย์ มรดก ของผู้ตายไปในทางมิชอบ ขอให้ถอนผู้คัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายและตั้งผู้ร้องคัดค้านกับผู้ร้องซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้ตายเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกันแทน ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องคัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องคัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องคัดค้านมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้คัดค้านที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายวิเชียร ผู้ตายกับนายประเสริฐเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ผู้ร้องเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย ต่อมา ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายและขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแทน ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแทน โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยความว่า สำเนาบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสาร มีผลสมบูรณ์เป็นพินัยกรรมที่ผู้ตายทำขึ้น อันเป็นการตัดทายาทโดยธรรมของผู้ตายมิให้รับทรัพย์ มรดก ของผู้ตายโดยพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 (1) ผู้ร้องจึงเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียในทรัพย์ มรดก ของผู้ตาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1603 บัญญัติว่า กอง มรดก ย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม ทายาทมีสิทธิตามกฎหมายเรียกว่า "ทายาทโดยธรรม" ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมเรียกว่า "ผู้รับพินัยกรรม" และบัญญัติในวรรคสองแห่งมาตรา 1629 ว่า คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม การที่ศาลตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของผู้ตายในฐานะที่เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย ย่อมเป็นการตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแทนทายาทโดยธรรมทั้งหมดแล้ว เช่นนี้ การที่ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์ มรดก ทั้งหมดให้นายประเสริฐเพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทของนายประเสริฐ ประเด็นแห่งคดีระหว่างผู้ร้องในฐานะผู้เป็นผู้จัดการ มรดก แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของผู้ตายกับผู้คัดค้านทั้งสองในฐานะผู้รับพินัยกรรมจึงขึ้นอยู่กับว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเช่นนี้ การที่ผู้ร้องคัดค้านมาร้องอ้างการสืบสิทธิผู้สืบสันดานในฐานะทายาทโดยธรรม ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องคัดค้านและผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก โดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมดังกล่าวอีก อันเป็นประเด็นข้อพิพาทโต้เถียงอย่างเดียวกันระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทั้งสอง ถือได้ว่าผู้ร้องคัดค้านร้องคัดค้านในประเด็นข้อพิพาทที่ผู้ร้องได้ต่อสู้แทนผู้ร้องคัดค้านแล้ว จึงเป็นการรื้อร้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องคัดค้านจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ข้อที่ผู้ร้องคัดค้านอ้างว่าการร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องกับผู้ร้องคัดค้านแต่ละคน ผู้ร้องคัดค้านไม่เคยเข้าเป็นคู่ความในคดีส่วนที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้วมาก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาชั้นร้องขอเพิกถอนผู้จัดการ มรดก ของผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องคัดค้านนั้น ฟังไม่ขึ้น และเมื่อการดำเนินการของผู้ร้องในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายในฐานะผู้แทนทายาทโดยธรรมทั้งหมดของผู้ตายซึ่งผูกพันผู้ร้องคัดค้านที่เป็นทายาทสืบสันดานคนหนึ่งดังได้วินิจฉัยมา การที่ผู้ร้องได้มีการส่งสำเนาพินัยกรรมพิพาทไปตรวจพิสูจน์ในภายหลังแล้วยื่นเสนอเป็นพยานหลักฐานต่อศาลฎีกาขอให้ศาลฎีกาใช้ประกอบพิจารณา แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาตไปแล้วนั้น ย่อมมีผลผูกพันผู้ร้องคัดค้าน ผู้ร้องคัดค้านจึงไม่อาจอ้างการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวให้ศาลไต่สวนใหม่ ส่วนฎีกาประการอื่นของผู้ร้องคัดค้านเช่นว่า ผู้ร้องได้มีการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา ผู้คัดค้านที่ 1 มีการจัดการทรัพย์ มรดก ของผู้ตายมิชอบหลายรายการนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งการวินิจฉัยมานั้นเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทั้งหมดของผู้ร้องคัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8623/2560 นางจิตราพร เลาหเศรษฐี ผู้ร้อง นางพูลศรี ภู่สว่าง ผู้ร้องคัดค้าน นายชัยรัตน์ เพชรมณีทวีสิน กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1603 , ม. 1629 ป.วิ.พ. ม. 148