ฎีกาที่ 6948/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินแต่ละแปลงจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยลำพังเป็นรายแปลง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลง เมื่อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 มีราคา 955,960 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 136,565.71 บาท ส่วนที่ดินหนังสือรับรองการกระทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 มีราคา 925,000 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 132,142.86 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลงจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับ มรดก เอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 หรือเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ว่า ไม่มีความประสงค์ขอรับโอน มรดก ที่ดินทั้งสองแปลงนั้น เพื่อให้ใส่ชื่อ ส. บิดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ถือแทนส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ด้วยนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของรวมคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และให้จำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ดังกล่าว ไปยื่นขอแบ่งแยกแก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ถ้าแบ่งแยกไม่ได้ ให้ประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่หรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จดทะเบียนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองถือสิทธิรวมในที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนดังกล่าว โดยให้ตกลงแบ่งกันเองระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งแยกที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินแต่ละแปลงจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยลำพังเป็นรายแปลง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลง เมื่อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 มีราคา 955,960 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 136,565.71 บาท ส่วนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 มีราคา 925,000 บาท ที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องคนละหนึ่งในเจ็ดส่วน จึงเป็นเงินคนละ 132,142.86 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนแยกเป็นรายแปลงจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับ มรดก เอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 หรือเอกสารหมาย ล.4 และ ล.5 ว่า ไม่มีความประสงค์ขอรับโอน มรดก ที่ดินทั้งสองแปลงนั้น เพื่อให้ใส่ชื่อนายสมปองบิดาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ถือแทนส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ด้วยนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อคดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 (เดิม) ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายสมปองกับนางสารภี เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่เป็นบุตรของนายสมปองกับนางสารภี ต่อมานางสารภีถึงแก่ความตาย มีทรัพย์ มรดก เป็นที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 และเลขที่ 1425 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร วันที่ 30 ธันวาคม 2552 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรของนางสารภีไม่ประสงค์ขอรับ มรดก ที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยให้นายสมปองเป็นผู้รับโอน มรดก ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับ มรดก วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 นายสมปองโอนที่ดินทั้ง 2 แปลง เป็นชื่อของตนเอง ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2555 นายสมปองไปขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 2 ฉบับ ตามคำขอออกใบแทน จากนั้นวันที่ 16 สิงหาคม 2555 และวันที่ 20 มีนาคม 2558 นายสมปองจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1424 ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1425 ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามลำดับ ตามรายการสารบัญจดทะเบียน มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองเพียงว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุตรของนางสารภีไม่ประสงค์ขอรับ มรดก ที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยให้นายสมปองเป็นผู้รับโอน มรดก ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับ มรดก เป็นการสละ มรดก ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกถ้อยคำไม่ขอรับ มรดก ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพรว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่บุตรของเจ้า มรดก มีสิทธิรับโอน มรดก ที่ดินดังกล่าวด้วยในฐานะทายาทโดยธรรม ได้ทราบการขอรับโอน มรดก ที่ดินพิพาทตามประกาศของสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2552 แล้ว ไม่มีความประสงค์ขอรับโอน มรดก ดังกล่าวยินยอมให้นายสมปอง เป็นผู้รับโอน มรดก ดังกล่าว ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินสั่งการโอน มรดก ให้ผู้ขอได้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นการสละ มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 และ 1613 เพราะการสละ มรดก ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใดและยังมีทรัพย์ มรดก ส่วนอื่นอีกที่มิได้มีการสละด้วย แต่เป็นกรณีที่ทายาทได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์ มรดก กันโดยสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง ประกอบมาตรา 850 ซึ่งมีผลบังคับได้ตามมาตรา 852 โจทก์ทั้งสองเรียกร้องทรัพย์ มรดก ส่วนนี้ไม่ได้ จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6948/2560 นายนพพร พลนาการ กับพวก โจทก์ นายปิติ พลนาการ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง (เดิม)