ฎีกาที่ 8335/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 49 การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตร...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 14 ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศา...
ย่อสั้น
สัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทย และสัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุว่าให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดน บังคับกับสัญญาฉบับนี้ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้าง แรงงาน แต่โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้าง แรงงาน ระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันอันเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 รวมทั้งที่ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว ไม่ใช่เป็นการฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้าง แรงงาน และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้าง แรงงาน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาล แรงงาน กลางได้โดยไม่ต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดก่อน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 2,481,909.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 3,000,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนา 200,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินทางอนุญาโตตุลาการก่อน วันนัดพิจารณาศาลไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งว่า อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ มีภูมิลำเนาอยู่ประเทศจีน จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายไทยโดยเป็นบริษัทลูกของบริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี จำกัด ที่จดทะเบียนตามกฎหมายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทดังกล่าวมีกองทุนของประเทศสวีเดนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกว่าร้อยละ 50 โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาจ้าง แรงงาน ฉบับแรกตามเอกสารหมาย จ.1 และฉบับที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยสัญญาจ้างแรงานตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เริ่มงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ส่วนสัญญาจ้าง แรงงาน ตามเอกสารหมาย จ.3 โจทก์เริ่มทำงานวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายวางแผนและจัดซื้อการขนส่งทางทะเล ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามสัญญาจ้าง แรงงาน ดังกล่าวมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยสัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.1 ข้อที่ 8 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ ส่วนสัญญาจ้าง แรงงาน ตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อที่ 9 ระบุว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดนว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ วันที่ 3 เมษายน 2556 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 ตามหนังสือสัญญาเลิกจ้าง โดยโจทก์รับทราบการบอกเลิกจ้างวันที่ 25 เมษายน 2556 และทำงานเป็นวันสุดท้าย จำเลยยังคงจ่ายค่าจ้างและเงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านและนำส่งเงินประกันสังคมให้โจทก์ และคู่ความทั้งสองฝ่ายยังไม่ผ่านกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการมาก่อน แล้ววินิจฉัยว่าแม้จะเป็นใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีมูลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์จำเลยตกลงกันตามสัญญาจ้าง แรงงาน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์อันก่อให้เกิดข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาจ้าง แรงงาน แล้ว ข้อพิพาทดังกล่าวจึงต้องรับได้การชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการตามข้อตกลงเสียก่อน เมื่อยังไม่ดำเนินการขอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดและไม่ปรากฏเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ จึงไม่อาจเสนอคดีต่อศาลได้ อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาล แรงงาน กลางได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจ้าง แรงงาน ต่อกันโดยมีข้อตกลงในสัญญาเกี่ยวกับเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายและเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไว้ โดยตามสัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ระบุใจความว่าให้ใช้กฎหมายประเทศไทยบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศไทยว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ และสัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 ระบุใจความว่า ให้ใช้กฎหมายประเทศสวีเดนบังคับกับสัญญาฉบับนี้ ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับนี้ ให้ระงับโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายประเทศสวีเดน ว่าด้วยเรื่องอนุญาโตตุลาการ แสดงว่าโจทก์และจำเลยประสงค์จะให้มีการระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยวิธีอนุญาโตตุลาการสำหรับข้อโต้แย้งที่เกิดจากสิทธิตามสัญญาจ้าง แรงงาน แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยซึ่งเป็นการใช้สิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังจากสัญญาจ้าง แรงงาน ระหว่างโจทก์และจำเลยเลิกกันแล้วอันเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ที่บัญญัติกำหนดให้นายจ้างชำระค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เลิกจ้าง และขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่บัญญัติกำหนดในกรณีนายจ้างเลิกจ้างและที่ขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาก็เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้วด้วย จึงไม่ใช่การฟ้องเกี่ยวกับกรณีพิพาทซึ่งเกิดจากสัญญาจ้าง แรงงาน ตามสัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 และเป็นผลให้ไม่ต้องนำกฎหมายของประเทศสวีเดนมาใช้บังคับตามสัญญาจ้าง แรงงาน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 9 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาล แรงงาน ได้โดยไม่ต้องเสนอคดีต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อการวินิจฉัยชี้ขาดก่อน ที่ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการไม่มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาล แรงงาน กลางยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าใช้จ่ายในการกลับภูมิลำเนาหรือไม่ เพียงใด จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียก่อน พิพากษายกคำสั่งศาล แรงงาน กลาง ให้ศาล แรงงาน กลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2560 นายพอล โรเบิร์ต รัสเซล โจทก์ บริษัทกัลฟ เอเจนซี่ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49