ฎีกาที่ 7730/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทยที่พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ข้อ 4.5 (2) ที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนมิใช่ฟ้องเรียกในฐานลาภมิควรได้ อันจะอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรืออายุความ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 การเรียกร้องในกรณีนี้เป็นการฟ้องเรียกเงินคืนที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบและโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ เหตุที่กระทรวงการคลังและโจทก์มีระเบียบให้โจทก์จ่ายภาษีเงินได้จากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานก็เพื่อบรรเทาภาระที่จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนนี้ ประกอบกับโจทก์ได้หารือไปยังกรมสรรพากรแล้วก็ได้รับคำยืนยันว่าจำเลยไม่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว หากจำเลยไม่ต้องรับภาระจ่ายเงินภาษีเงินได้จำนวนนี้ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ลักษณะการจ่ายเงินเช่นนี้มิใช่เพื่อจูงใจให้จำเลยลาออกเพราะจำเลยมีผลประโยชน์ในส่วนอื่นที่จะได้รับจากการลาออกอยู่แล้ว เงินภาษีเงินได้ทอดแรกที่โจทก์จ่ายให้จำเลยกับเงินภาษีเงินได้ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรคืนให้จำเลยจึงเป็นเงินประเภทเดียวกันซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิได้รับซ้ำซ้อนกันถึงสองครั้ง จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยโจทก์มีสิทธิคิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดทวงถาม มิใช่ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจากก่อนทวงถามยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินจำนวนนี้คืนจากจำเลยหรือไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 1,553,763.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,382,216.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาล แรงงาน กลาง จำเลยสละประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาล แรงงาน กลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ปรากฏข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความรับกันและที่ศาล แรงงาน กลางรับฟังมาว่า จำเลยเคยเป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้บริหารส่วน กลุ่มตรวจสอบพิเศษ ฝ่ายตรวจสอบ 1 สายกำกับสถาบันการเงิน และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ปี 2544 โจทก์เคยจัดให้มีโครงการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกันสำหรับปี 2545 และ 2546 หลังจากนั้นคณะกรรมการโจทก์โดยความเห็นชอบในที่ประชุมว่าควรมีโครงการดังกล่าวในปี 2550 จำเลยมีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขตามที่กำหนดในโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 จำเลยจึงยื่นใบลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 โจทก์อนุญาตตามที่ขอมีผลให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งหน้าที่พนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ต่อมากองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ได้จ่ายเงินประเดิม เงินสะสม เงินสมทบ ผลประโยชน์เงินประเดิม ผลประโยชน์เงินสะสมและผลประโยชน์เงินสมทบ รวมเป็นเงิน 11,615,720.13 บาท ให้แก่จำเลย โดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด คำนวณภาษี หัก ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของเงินกองทุนดังกล่าวและนำส่งกรมสรรพากรเป็นเงิน 1,382,216.99 บาท ซึ่งเป็นภาษีเงินได้ทอดแรก คงเหลือเงินหลังหักภาษีจำนวนเงิน 10,233,503.14 บาท โจทก์จ่ายเงินภาษีเงินได้ทอดแรกจากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลย 1,382,216.99 บาท กับเงินเพิ่มพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามโครงการ 3,777,520 บาท ตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ข้อ 4.5 (2) รวมเป็นเงินทั้งหมดที่จำเลยได้รับในปี 2550 จำนวน 15,206,531.52 บาท หักค่าใช้จ่ายตามประมวลรัษฎากร 7,715,265.76 บาท คงเหลือเงินได้พึงประเมิน 7,491,265.76 บาท คิดเป็นภาษีทั้งสิ้น 2,336,768.33 บาท จำเลยถูกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว หักภาษีนำส่งกรมสรรพากรแล้ว 1,382,216.99 บาท คงเหลือภาษีที่จำเลยต้องชำระอีก 954,551.34 บาท โจทก์หักภาษีส่วนที่จำเลยต้องชำระอีกดังกล่าวส่งกรมสรรพากร คงเหลือเงินที่จำเลยได้รับ 4,205,185.65 บาท โจทก์จ่ายให้จำเลยโดยโอนเข้าบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์ของจำเลยแล้ว จำเลยได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลางให้คืนเงินภาษีจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ซึ่งได้หักภาษี ณ ที่จ่าย ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2555 โดยมีคำวินิจฉัยว่าถือได้ว่าจำเลย (โจทก์ในคดีดังกล่าว) ออกจากงานเพราะสิ้นกำหนดเวลาทำงานตามสัญญาจ้าง แรงงาน เมื่อขณะออกจากงานจำเลยมีอายุ 57 ปี และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินได้ที่จำเลยได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กรมสรรพากรคืนเงิน 1,382,216.99 บาท ให้จำเลย เหตุที่โจทก์จ่ายเงินภาษีเงินได้ทอดแรกของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยนั้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 โจทก์มีหนังสือหารือไปยังกรมสรรพากรว่าพนักงานที่ออกจากงานก่อนเกษียณอายุตามโครงการออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกันได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินดังกล่าวหรือไม่ กรมสรรพากรแจ้งว่าไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรก 1,382,216.99 บาท พร้อมดอกเบี้ย ไปยังจำเลย โดยให้ชำระคืนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2556 ครบกำหนดวันที่ 1 กันยายน 2556 จำเลยเพิกเฉย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เงินที่จำเลยฟ้องเรียกคืนจากกรมสรรพากรคือเงินที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ได้คำนวณเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร 1,382,216.99 บาท ส่วนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยนั้นเป็นผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อเป็นการจูงใจให้พนักงานเข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กร ถือเป็นเงินได้ของจำเลยซึ่งโจทก์ได้คำนวณเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก่อนโอนเข้าบัญชีของจำเลย ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ตั้งประเด็นมาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกในฐานติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ มิใช่ฐานลาภมิควรได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามที่จำเลยอ้างต่อสู้ และจำเลยแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงิน 1,382,216.99 บาท โดยอาศัยระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นสัญญาจ้าง แรงงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลย และเป็นการจ่ายเงินให้จำเลยตามอำเภอใจและเด็ดขาดไปแล้วซึ่งรู้ว่าจ่ายให้ใคร เท่าไร และเมื่อไร มิใช่เรื่องการเรียกทรัพย์คืนแต่เป็นเรื่องลาภมิควรได้ต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 เมื่อโจทก์ทราบเรื่องว่าเงินที่จำเลยได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้รับยกเว้นการเสียภาษีหรือไม่เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ต้องฟ้องภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 หรืออย่างช้าควรใช้สิทธินับแต่วันที่จำเลยนำคำสั่งเรียกพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องแก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ต้องฟ้องภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2557 คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เงิน 1,382,216.99 บาท เป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับตามระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย ที่พ 27/2550 เรื่อง การออกจากงานโดยความเห็นชอบร่วมกัน พ.ศ.2550 ข้อ 4.5 (2) การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจึงมิใช่ฟ้องเรียกในฐานลาภมิควรได้ อันจะอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรืออายุความ 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ดังที่จำเลยอ้าง การเรียกร้องเงินที่โจทก์จ่ายไปในกรณีนี้เป็นการฟ้องเรียกเงินคืนที่จำเลยได้ไปโดยไม่ชอบและโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิในเงินดังกล่าวย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่กระทรวงการคลังและโจทก์มีระเบียบให้โจทก์จ่ายภาษีเงินได้จากเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานก็เพื่อบรรเทาภาระที่จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนนี้ ประกอบกับโจทก์ได้หารือไปยังกรมสรรพากรแล้วก็ได้รับคำยืนยันว่าจำเลยไม่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวหากจำเลยไม่ต้องรับภาระจ่ายภาษีเงินได้จำนวนนี้ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่โจทก์จะต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลย ลักษณะการจ่ายเงินเช่นนี้มิใช่เพื่อจูงใจให้จำเลยลาออกเพราะจำเลยมีผลประโยชน์ในส่วนอื่นที่จะได้รับจากการลาออกถึงสิบห้าล้านบาทเศษอยู่แล้ว เงินภาษีเงินได้ทอดแรกที่โจทก์จ่ายให้จำเลยกับเงินภาษีเงินได้ที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรคืนให้จำเลยจึงเป็นเงินประเภทเดียวกันซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิได้รับซ้ำซ้อนกันถึงสองครั้ง จำเลยจึงต้องคืนเงินภาษีเงินได้ทอดแรกให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยโจทก์มีสิทธิคิดตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดทวงถาม มิใช่ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่โจทก์ขอ เนื่องจากก่อนทวงถามยังไม่แน่ชัดว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินจำนวนนี้คืนจากจำเลยหรือไม่ ที่ศาล แรงงาน กลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,382,216.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2556 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7730/2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย โจทก์ นายสุภักดิ์ ภูรยานนทชัย จำเลย ป.พ.พ. ม. 224 , ม. 419 , ม. 575 , ม. 1336