ฎีกาที่ 7055/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การตั้งบริษัทจำกัดเกิดขึ้นโดยอาศัย ป.พ.พ. บรรพ 3 หมวด 4 ผลการควบบริษัทจำกัดเข้ากันจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1243 บัญญัติว่า บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้เป็นนายจ้างและลูกจ้าง จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับด้วย จะใช้บังคับเพียง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และประกาศกระทรวง แรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดและการควบบริษัทจำกัดเข้ากันหาได้ไม่ และการที่ไม่นำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้ากันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเภทกิจการและจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบเข้ากัน ทั้งไม่ปรากฏว่าการควบบริษัทและการเพิ่มจำนวนลูกจ้างกรณีนี้ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงขึ้น หรือโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบรวมบริษัทมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ให้จำเลยทั้งสองนำระยะเวลาที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนก่อนควบเข้ากันมารวมคำนวณนับระยะเวลาให้แก่โจทก์ และให้โจทก์ได้รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่แก่บริษัทเดิมทั้งสองทุกประการ ให้จำเลยทั้งสองนำเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทเดิมทั้งสองได้ชำระแก่กองทุนเงินทดแทนก่อนควบเข้ากันมาเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ และให้โจทก์ได้รับการประเมินอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์จากบริษัทเดิมทั้งสองในการคำนวณเงินสมทบต่อเนื่องไปในอนาคต จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบของจำเลยทั้งสองตามหนังสือการขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและใบประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี ฉบับเลขที่ 740156100003293 (ที่ถูก เป็นฉบับเลขที่ 740156100003292) ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ให้จำเลยที่ 1 นำระยะเวลาทั้งหมดที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนก่อนควบบริษัทมารวมคำนวณนับระยะเวลาให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถือว่าข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ก่อนควบบริษัทเป็นข้อมูลของโจทก์ด้วย และให้จำเลยที่ 1 ถือว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายครบถ้วนประจำปี พ.ศ.2556 เป็นเงินสมทบที่โจทก์ได้จ่ายครบถ้วนประจำปี พ.ศ.2556 แล้ว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งเกิดจากการควบบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด เข้ากับบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด กรรมการโจทก์เป็นบุคคลชุดเดียวกับกรรมการบริษัทเดิมทั้งสอง ตามสำเนาหนังสือรับรอง ผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นชุดเดียวกับบริษัทเดิมทั้งสอง และรวมจำนวนทุนเรือนหุ้นของบริษัทเดิมทั้งสองเข้ากันเป็นจำนวนทุนเรือนหุ้นของโจทก์ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เดิมก่อนการควบเข้ากันนั้นบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด ประกอบกิจการรวมสามประเภท จำเลยทั้งสองได้กำหนดรหัสกิจการและประเมินเงินสมทบในกิจการแต่ละประเภทคือกิจการประเภทที่หนึ่ง ผลิตยางนอก ยางในรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รหัสกิจการคือ 0613 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 กิจการประเภทที่สอง ผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า รหัสกิจการคือ 0615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 กิจการประเภทที่สาม ผลิตส่วนประกอบรถจำพวกดวงไฟ รหัสกิจการคือ 1008 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.50 และบริษัทนี้มีลูกจ้าง รวม 941 คน ส่วนบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ประกอบกิจการหนึ่งประเภทคือ ผลิตขายชิ้นส่วนยานพาหนะที่เป็นพลาสติก จำเลยทั้งสองกำหนดรหัสกิจการและประเมินเงินสมทบเช่นเดียวกับกิจการประเภทที่สองของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด คือรหัสกิจการ 0615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 บริษัทนี้มีลูกจ้าง 1 คน ในเดือนมกราคม 2556 บริษัททั้งสองได้จ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 เรียบร้อยแล้ว ตามสำเนาใบแจ้งการประเมินเงินสมทบ เมื่อบริษัททั้งสองควบเข้ากันเป็นโจทก์ โจทก์ก็ยังคงประกอบกิจการเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ และใช้สถานที่ของบริษัทเดิมทั้งสองประกอบกิจการ ตามสำเนาหนังสือรับรอง และจำเลยทั้งสองกำหนดรหัสประเภทกิจการโจทก์รวมสามประเภทตามรหัสเดิมทุกประการ แต่จำเลยทั้งสองประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบประจำปี พ.ศ.2556 จากโจทก์เพราะโจทก์ตั้งนิติบุคคลใหม่ในอัตราเสมือนโจทก์เพิ่งเริ่มต้นประกอบกิจการ โดยไม่ได้ลดอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างตามที่บริษัทเดิมทั้งสองได้รับ โดยจำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน เป็นผู้ออกคำสั่งประเมินเงินสมทบดังกล่าว ตามสำเนาหนังสือขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและใบแจ้งการประเมินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเห็นว่า การประเมินและคำสั่งดังกล่าวถูกต้องแล้วให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์จำต้องควบบริษัทเข้ากันเป็นการปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในการออกคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนให้โจทก์จ่าย เมื่อโจทก์ไม่พอใจและอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 กระทำการภายในขอบอำนาจแห่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันต่อโจทก์ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ไม่ได้บัญญัติผลของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกัน ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับ โจทก์จึงได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น และโจทก์ยังคงประกอบกิจการเดิมเช่นเดียวกับบริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากัน โจทก์จึงรับไปซึ่งสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจากบริษัทเดิมนั้น ซึ่งรวมทั้งข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างและระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบติดต่อกัน ตลอดจนสิทธิการลดอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทเดิมด้วย เมื่อบริษัทเดิมจ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 แล้วจึงถือว่าโจทก์จ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 แล้วด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์สามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้หรือไม่ เห็นว่า การตั้งบริษัทจำกัดเกิดขึ้นโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา หมวดบริษัทจำกัด ดังนั้นผลการควบบริษัทจำกัดเข้ากันจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1243 บัญญัติว่า บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้เป็นนายจ้างและลูกจ้าง จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับด้วย จะใช้บังคับเพียงพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และประกาศกระทรวง แรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดและการควบบริษัทจำกัดเข้ากันหาได้ไม่ การที่ไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้ากันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเภทกิจการที่จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงภัยและความสูญเสียของประเภทกิจการและจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบเข้ากัน ทั้งยังไม่ปรากฏว่าการควบเข้ากันและการเพิ่มจำนวนลูกจ้างจากจำนวน 942 คน เป็น 1050 คน ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงขึ้น หรือโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้ ที่ศาล แรงงาน กลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7055/2560 บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด โจทก์ สำนักงานประกันสังคม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1243 พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 45 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2537 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550