ฎีกาที่ 5622-5623/2560
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้น แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดี ล้มละลาย ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคล ล้มละลาย ในคดี ล้มละลาย ดังกล่าว มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 6 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นขอรับชำระหนี้มูลหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) แบบเจ้าหนี้ไม่มีประกัน จากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลัง ล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ยอมรับ ไม่คัดค้านการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ และศาล ล้มละลาย กลางไต่สวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ทุจริตหรือกระทำความผิดอันมีโทษทางอาญาเกี่ยวกับกฎหมาย ล้มละลาย การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังถูกต้องตามกฎหมาย ล้มละลาย เจ้าหนี้มีมติยอมรับ คำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 การประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยทั่วไป ไม่ได้เปรียบแก่กัน จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ให้ยกเลิกการ ล้มละลาย และให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน ทั้งยังปรากฏว่าต่อมาโจทก์โดย ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกแทนลูกหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป จึงขอถอนคำขอรับชำระหนี้ ดังนี้โจทก์จึงผูกมัดโดยข้อตกลงในการประนอมหนี้ดังกล่าวในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้นต่อโจทก์อีกต่อไป นอกจากนี้ หากจะรับฟังว่าการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามตกเป็นโมฆะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็มิได้หมายความว่า การประนอมหนี้ที่ศาล ล้มละลาย กลางเห็นชอบต้องถูกยกเลิกไปตามผลแห่งคำพิพากษา ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกอง ล้มละลาย สามารถยื่นขอรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หากนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทที่กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นโมฆะเป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท ที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11304, 26280, 26281, 6914, 6915 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 โดยให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเพิกถอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากเพิกเฉยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบิดาจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ปัจจุบันมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ 32,867,457.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 30,563,914 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กันยายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11304, 26280, 26281, 6914 และ 6915 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 10 กันยายน 2550 นายสุเทพ ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดี ล้มละลาย ต่อศาล ล้มละลาย กลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.911/2551 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคล ล้มละลาย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2551 โจทก์นำหนี้ในคดีแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปยื่นขอรับชำระหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแขวงดุสิต เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3062/2552 ในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลแขวงดุสิตมีการไกล่เกลี่ย โจทก์ตกลงรับเงินจากบุคคลภายนอกซึ่งจะชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และขอถอนฟ้อง ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาต สำหรับคดี ล้มละลาย จำเลยที่ 1 ได้ขอประนอมหนี้หลัง ล้มละลาย ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้าง อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เพราะหากการโอนที่ดินพิพาททั้งหมดตกเป็นโมฆะ จะทำให้การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2546 และการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันที่ 8 ธันวาคม 2552 ถูกเพิกถอน กลับเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ก่อน ล้มละลาย นำมาชำระหนี้กอง ล้มละลาย ได้ และจะทำให้การประนอมหนี้ที่ศาลเห็นชอบต้องถูกยกเลิกเพราะมีการปกปิดทรัพย์สินโดยลูกหนี้ผู้ขอประนอมหนี้ (จำเลยที่ 1) ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกอง ล้มละลาย ยื่นรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ ถือว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดี ล้มละลาย ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ตกเป็นบุคคล ล้มละลาย ในคดี ล้มละลาย ดังกล่าว มีเจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 6 ราย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นขอรับชำระหนี้มูลหนี้ตามคำพิพากษาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 (จำเลยที่ 1) แบบเจ้าหนี้ไม่มีประกันตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เป็นเงิน 52,797,105 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอประนอมหนี้ภายหลัง ล้มละลาย ที่ประชุมเจ้าหนี้รวมทั้งโจทก์ยอมรับ ไม่คัดค้านการพิจารณาคำขอประนอมหนี้ และศาล ล้มละลาย กลางไต่สวนแล้ว ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ที่ 1 ทุจริตหรือกระทำความผิดอันมีโทษทางอาญาเกี่ยวกับกฎหมาย ล้มละลาย การประนอมหนี้มีข้อความลำดับการใช้หนี้ก่อนหลังถูกต้องตามกฎหมาย ล้มละลาย เจ้าหนี้มีมติยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 การประนอมหนี้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้โดยทั่วไป ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบแก่กัน จึงมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 ตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ให้ยกเลิกการ ล้มละลาย และให้ลูกหนี้ที่ 1 กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 วรรคสอง ตามคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ทั้งยังปรากฏว่าในวันที่ 14 ตุลาคม 2552 โจทก์โดยนายเลิศ ผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกแทนลูกหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป จึงขอถอนคำขอ รับชำระหนี้ ดังนี้ โจทก์จึงถูกผูกมัดโดยข้อตกลงในการประนอมหนี้ดังกล่าวในเรื่องหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 ประกอบมาตรา 56 และทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.259/2544 ของศาลชั้นต้นต่อโจทก์อีกต่อไป นอกจากนี้ หากจะรับฟังว่าการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสามตกเป็นโมฆะ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการโอนก็มิได้หมายความว่า การประนอมหนี้ที่ศาล ล้มละลาย กลางเห็นชอบต้องถูกยกเลิกไปตามผลแห่งคำพิพากษา ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกอง ล้มละลาย สามารถยื่นขอรับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทได้ ทั้งยังปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาล ล้มละลาย กลางเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ขอให้ยกเลิกการประนอมหนี้ เพราะการประนอมหนี้ไม่อาจดำเนินไปได้โดยปราศจากอยุติธรรมและศาลเห็นชอบด้วยเพราะถูกหลอกลวงทุจริต อ้างว่าจำเลยทั้งสามคดีนี้แสดงเจตนาลวงโอนขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ร้องบังคับคดีแก่ทรัพย์ดังกล่าวชำระหนี้ และศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งให้นัดไต่สวน อันเป็นมูลกรณีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2557 แล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์หากนิติกรรมการโอนขายที่ดินพิพาทที่กล่าวอ้างในคดีนี้ว่าเป็นโมฆะ เป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท ที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกข้อที่ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามชอบหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622 - 5623/2560 นายวัฒนะ อรรถพงศ์เมธีหรือสิทธิชัยธัญรัฐ โจทก์ นายสุรศักดิ์ ศิริพจนากุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 172 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 56 , ม. 63