ฎีกาที่ 5836/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำฟ้องของโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ 2 กรณี ได้แก่ ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากผู้ให้ เช่าซื้อ ขายทอดตลาดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ แล้ว แต่ยังไม่คุ้มราคา กับฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการที่จำเลยใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตลอดเวลาที่ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ จนถึงวันที่ได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ กลับคืนมา อันเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ เมื่อมาตรา 193/12 บัญญัติอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้หมายถึงวันที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อายุความเริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้ เช่าซื้อ บอกเลิกสัญญาและรับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่วนจำเลยฎีกาว่า สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ทั้งยังไม่ได้ความว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ เป็นรถประเภทใด หากผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ สัญญา เช่าซื้อ จะเลิกกันในกรณีใดตามข้อ 12 ของหนังสือสัญญา เช่าซื้อ หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเมื่อใด ฉะนั้น นอกจากเรื่องค่าเสียหายและเรื่องประเด็นแห่งคดีข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นต้องสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเมื่อใดเพื่อพิจารณาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีแล้วหรือไม่ด้วย ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความและวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 272,064.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 172,064.45 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยชำระค่า เช่าซื้อ ครั้งสุดท้ายวันที่ 27 มีนาคม 2540 ผู้ให้ เช่าซื้อ รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนวันที่ 28 สิงหาคม 2540 และนำรถออกประมูลขายในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เรียกให้จำเลยชดใช้ 2 กรณี ได้แก่ ฟ้องเรียกค่าขาดราคาเนื่องจากผู้ให้ เช่าซื้อ ขายทอดตลาดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ แล้ว แต่ยังไม่คุ้มราคายังขาดอยู่ 142,064.45 บาท กับฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในการที่จำเลยใช้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตลอดเวลาที่ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ จนถึงวันที่ได้รับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ กลับคืนมาเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 100,000 บาท อันเป็นกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ ซึ่งกำหนดให้มีอายุความ 10 ปี หาใช่อายุความ 6 เดือน และ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อมาตรา 193/12 บัญญัติอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งคดีนี้หมายถึงวันที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อายุความเริ่มนับแต่วันที่ผู้ให้ เช่าซื้อ บอกเลิกสัญญาและรับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 ส่วนจำเลยฎีกาว่า สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันตั้งแต่วันที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 ทั้งยังไม่ได้ความว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ เป็นรถประเภทใด หากผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ สัญญา เช่าซื้อ จะเลิกกันในกรณีใดตามข้อ 12 ของหนังสือสัญญา เช่าซื้อ หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานทำให้ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยว่า สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเมื่อใด ฉะนั้นนอกจากเรื่องค่าเสียหายและเรื่องประเด็นแห่งคดีข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่แล้ว ศาลชั้นต้นต้องสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเมื่อใด เพื่อพิจารณาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีแล้วหรือไม่ด้วย อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท จึงเห็นควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยเสียเกินมาในชั้นฎีกาแก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเมื่อใด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 10 ปีหรือไม่ เรื่องค่าเสียหายและเรื่องอื่นๆ ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2559 บริษัทสวอป แคปปิตอล จำกัด โจทก์ นายสุรจิตร กัณธิจัย จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/12 , ม. 193/30 ป.วิ.พ. ม. 243 , ม. 247 (เดิม)