ฎีกาที่ 4340/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" เมื่อพิจารณาข้อตกลงตามสัญญา เช่าซื้อ ที่กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้ผู้ให้ เช่าซื้อ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่อาจส่งมอบคืนได้ ผู้ เช่าซื้อ ต้องชดใช้ราคาแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของราคา เช่าซื้อ ในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จึงย่อมหมายความรวมถึงผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดต่อผู้ให้ เช่าซื้อ ที่จะต้องคืนหรือใช้ราคารถในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันด้วยเหตุที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายด้วย สัญญาข้อดังกล่าวกำหนดบังคับให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี โดยไม่ได้แบ่งแยกความรับผิดกรณีเป็นความผิดของผู้ เช่าซื้อ และกรณีไม่เป็นความผิดของผู้ เช่าซื้อ ไว้ต่างหากจากกัน จึงเป็นการได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นโมฆะ เพียงแต่ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพียงแต่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนพอสมควรได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 480,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างก่อนสัญญาเลิกกัน 62,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงินจำนวน 24,900 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 8,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องให้เรียกบริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยร่วมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 480,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2549 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์ใช้แล้วหมายเลขทะเบียนวบ 3362 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 625,065.60 บาท ตกลงผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์ 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 10,417.76 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 5 ตุลาคม 2549 งวดต่อๆ ไปภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญา เช่าซื้อ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ได้เอาประกันรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไว้กับจำเลยร่วม ตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 1 รับมอบรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วและต่อมาได้ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์เพียง 10 งวด ชำระงวดสุดท้ายวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 รวมเป็นเงิน 104,177.60 บาท ตามรายละเอียดบัญชีลูกหนี้ วันที่ 23 กรกฎาคม 2550 รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ สูญหายเนื่องจากถูกลักไป ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์อีกโดยผิดนัดตั้งแต่งวดวันที่ 5 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปติดต่อกัน 3 งวด โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันภายใน 30 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาและใบตอบรับ ตามสัญญา เช่าซื้อ กำหนดว่า "เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ เช่าซื้อ สัญญาว่า 14.1 ผู้ เช่าซื้อ จะต้องส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่เจ้าของในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่ยอมส่งมอบคืนหรือส่งมอบคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ราคาแทนแก่เจ้าของเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของราคา เช่าซื้อ " คดีสำหรับจำเลยร่วมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและคดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ข้อตกลงตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 14.1 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 และเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงไม่ชอบและไม่สามารถบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น" เมื่อพิจารณาข้อตกลงตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 14.1 ดังกล่าว กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนให้ผู้ให้ เช่าซื้อ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่อาจส่งมอบคืนได้ ผู้ เช่าซื้อ ต้องชดใช้ราคาแทนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของราคา เช่าซื้อ ในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ จึงย่อมหมายความรวมถึงผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดต่อผู้ให้ เช่าซื้อ ที่จะต้องคืนหรือใช้ราคารถในกรณีที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันด้วยเหตุที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายด้วย สัญญาข้อดังกล่าวกำหนดบังคับให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี โดยไม่ได้แบ่งแยกความรับผิดกรณีเป็นความผิดของผู้ เช่าซื้อ และกรณีไม่เป็นความผิดของผู้ เช่าซื้อ ไว้ต่างหากจากกัน จึงเป็นการได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ไม่ได้กำหนดให้ข้อตกลงในสัญญาที่ทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นโมฆะ เพียงแต่ให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควร ข้อสัญญาดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เพียงแต่ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนพอสมควรได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์โดยให้ชดใช้ราคาแทนสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ จากโจทก์ได้สูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไป สัญญา เช่าซื้อ จึงระงับ แต่ข้อสัญญาที่กำหนดไว้ตามข้อ 14.1 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ชดใช้ราคาแทนเป็นจำนวนพอสมควรได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว และศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ความสูญหายของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ มิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายโดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัย จะระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกที่มีสิทธิที่จะแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ก็ได้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์แล้ว 104,177.60 บาท ประกอบกับหากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไม่สูญหายและจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ครบ 60 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงิน 125,065.60 บาท คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 เพียง 10 งวด รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไปมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์เป็นเงิน 480,000 บาท จึงสูงเกินควร เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 104,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 104,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤษภาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2559 บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นางสาววิภาพร ตันรุ่งเรือง กับพวก จำเลย บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง