ฎีกาที่ 9313/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดแต่เจ้า มรดก กับ ส. ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุตรของเจ้า มรดก จริงหรือไม่ หากเป็นบุตรจะมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว เป็นเรื่องที่ศาลสามารถปรับข้อกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำสืบพยานได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นแต่อย่างใด แม้ผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่า เจ้า มรดก อยู่กินฉันสามีภริยากับ ส. อย่างไร เมื่อใด แต่มีสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้า มรดก เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้น ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ประกอบกับผู้คัดค้านใช้ชื่อสกุลเดียวกับเจ้า มรดก และหนังสือที่เจ้า มรดก มอบอำนาจให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนที่ดินระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตร จึงเป็นหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คัดค้านกับเจ้า มรดก และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์รับรองว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้า มรดก ฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้า มรดก รับรองแล้ว และถือเป็นผู้สืบสันดาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 แม้ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของเจ้า มรดก จะเป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานผู้ตรวจ ซึ่งอธิบายให้เห็นว่าลายมือชื่อปัญหากับลายมือชื่อตัวอย่างมีคุณสมบัติการเขียนรูปร่างลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกันหลายจุดและสรุปความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกันไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานผู้ตรวจรู้จักหรือมีสาเหตุกับคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมีการทำรายงานการตรวจพิสูจน์ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ทั้งลายมือชื่อตัวอย่างลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุด โดยไม่มีสะดุด ขณะลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมมีลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรทีละตัว คล้ายการลากเส้นช้า ๆ ตามตัวอย่างทำให้น้ำหนักลายเส้นมีลักษณะแข็งไม่อ่อนพลิ้วเหมือนลายมือชื่อตัวอย่าง ทั้งผู้ร้องไม่เคยโต้แย้งเอกสารที่ผู้คัดค้านขอส่งไปตรวจพิสูจน์ เพิ่งมากล่าวอ้างโต้แย้งเอกสารหลังจากปรากฏผลการตรวจพิสูจน์แล้ว ข้ออ้างของผู้ร้องจึงไม่อาจรับฟังได้
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชม ผู้ตาย ซึ่งทำพินัยกรรมยกทรัพย์ มรดก ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว การจัดการ มรดก มีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายเฉลิมพลหรือธนพล ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายชม ผู้ตาย ร่วมกับผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายชม เจ้า มรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 นายวัลลภ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก อ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของเจ้า มรดก กับนางสุชิน และเจ้า มรดก ทำพินัยกรรมลงวันที่ 27 มีนาคม 2547 ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ต่อมานายเฉลิมพลหรือธนพล ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้า มรดก กับนางสาวสมทรง ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการ มรดก ไม่แบ่งปันทรัพย์ มรดก ตามกฎหมาย และเจ้า มรดก มิได้ทำพินัยกรรมไว้แต่อย่างใด ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก แทน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโดยมิได้อ้างว่าเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้า มรดก รับรองแล้ว จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น เห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเกิดจากมารดาชื่อนางสาวสมทรง บิดาชื่อนายชม ตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายชมเจ้า มรดก และเป็นพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดาของผู้ร้อง ตามคำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้า มรดก อันเกิดแต่นางสาวสมทรง ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุตรของเจ้า มรดก จริงหรือไม่ หากเป็นบุตรจะมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว เป็นเรื่องที่ศาลสามารถปรับข้อกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำสืบพยานได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นแต่อย่างใด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการต่อมาว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้า มรดก รับรองแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ฝ่ายผู้คัดค้านจะมิได้นำสืบในรายละเอียดว่า เจ้า มรดก อยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวสมทรงอย่างไร เมื่อใด แต่ฝ่ายผู้คัดค้านมีสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้า มรดก เอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านใช้ชื่อสกุลเดียวกับเจ้า มรดก และยังได้ความจากหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ซึ่งผู้ร้องแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ว่าเจ้า มรดก ลงลายมือชื่อมอบอำนาจในเอกสารดังกล่าวจริง เป็นหนังสือที่นายชมเจ้า มรดก มอบอำนาจให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโฉนดที่ดิน ซึ่งนำมาทำโฉนดใหม่ และดำเนินการขายที่ดินให้แก่บริษัทผู้ซื้อในราคา 6,100,000 บาท โดยระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรชายของเจ้า มรดก จึงเป็นหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คัดค้านกับเจ้า มรดก และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์รับรองว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้า มรดก เมื่อผู้ร้องไม่สามารถนำสืบพยานหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย และพยานหลักฐานอื่นของผู้คัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้า มรดก ผู้เป็นบิดารับรองแล้ว และถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้า มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้ร้องในคดีนี้ได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการต่อมาว่า เจ้า มรดก ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ เห็นว่า แม้ผลการตรวจพิสูจน์จะเป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานผู้ตรวจ แต่เมื่อพิจารณารายงานการตรวจพิสูจน์แล้ว เจ้าพนักงานผู้ตรวจได้มีการถ่ายภาพขยายลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมเปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างในเอกสารหลายฉบับ ที่คู่ความแถลงรับกันว่าลายมือชื่อในเอกสารตัวอย่างเป็นลายมือชื่อแท้จริงของเจ้า มรดก และอธิบายให้เห็นว่าลายมือชื่อปัญหากับลายมือชื่อตัวอย่างมีคุณสมบัติของการเขียนรูปร่างลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกันหลายจุดและสรุปความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือของบุคคลคนเดียวกันไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานผู้ตรวจรู้จักหรือมีสาเหตุกับคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมีการทำรายงานการตรวจพิสูจน์ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ทั้งเมื่อศาลฎีกาได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรม เปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างก็สามารถเห็นได้ว่า ลายมือชื่อตัวอย่างที่เจ้า มรดก ลงไว้ในเอกสารต่าง ๆ หลายฉบับ แม้จะมีความแตกต่างกันในลีลาการเขียนของตัวอักษรอยู่บ้าง แต่ลายมือชื่อตัวอย่างล้วนมีลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุด โดยไม่มีการสะดุด ในขณะที่ลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมจะมีลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรทีละตัว คล้ายการลากเส้นช้า ๆ ตามตัวอย่างทำให้น้ำหนักลายเส้นของลายมือชื่อปัญหามีลักษณะแข็งไม่อ่อนพลิ้วเหมือนลายมือชื่อตัวอย่าง รายงานการตรวจพิสูจน์ของเจ้าพนักงานดังกล่าวข้างต้นจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับเอกสารตัวอย่างที่ส่งไปตรวจเปรียบเทียบกับลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมประกอบด้วยลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินเมื่อปี 2519 จำนวน 2 ฉบับ ลายมือชื่อในสัญญาจำนองที่ดินและหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองลงวันที่ 8 มิถุนายน 2532 จำนวน 4 ฉบับ บันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองลงวันที่ 10 ตุลาคม 2533 จำนวน 2 ฉบับ และหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กันยายน 2547 แม้เอกสารส่วนใหญ่ เจ้า มรดก จะลงลายมือชื่อไว้ก่อนการทำพินัยกรรมลงวันที่ 27 มีนาคม 2547 นานหลายปี แต่ก็มีหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ที่เจ้า มรดก ลงลายมือชื่อไว้ในระยะเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาการทำพินัยกรรมที่สามารถนำมาตรวจเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารปัญหาและเอกสารตัวอย่างฉบับอื่น ๆ ได้ ทั้งผู้ร้องเองไม่เคยโต้แย้งเอกสารที่ผู้คัดค้านแถลงขอส่งไปตรวจพิสูจน์ดังกล่าว เพิ่งจะมากล่าวอ้างโต้แย้งเอกสารที่ผู้คัดค้านขอส่งไปตรวจพิสูจน์หลังจากปรากฏผลการตรวจพิสูจน์แล้วข้ออ้างของผู้ร้องจึงไม่อาจรับฟังได้ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องมีประจักษ์พยานคือนายสกล กับนายบรเมศร์ เบิกความยืนยันว่า รู้เห็นเหตุการณ์ที่เจ้า มรดก ลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ก็ปรากฏว่าประจักษ์พยานของผู้ร้องทั้งสองปากเบิกความถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่อ้างว่าได้รู้เห็นแตกต่างกันหลายประการ ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเอาไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้า มรดก ได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9313/2559 นายวัลลภ พริ้งพงษ์ ผู้ร้อง นายเฉลิมพลหรือธนพล พริ้งพงษ์ ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. ม. 127 , ม. 183 ป.พ.พ. ม. 1627