ฎีกาที่ 9311/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีก่อนโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก ร่วมกันจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่ น. พ. ว. และ ป. จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก อีกด้วย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ น. พ. ว. และ ป. แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดิน มรดก ทั้งสองแปลงตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 น. พ. ว. และ ป. ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26791 และเลขที่ 26792 แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อให้โจทก์ที่ 3 นำไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ มรดก ให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับ มรดก ตามกฎหมายต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนแก่โจทก์ที่ 3 ดำเนินการแบ่งทรัพย์ มรดก ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อไป ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน มรดก เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 และ 60130 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ 32095 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน มรดก ทั้งสิบเอ็ดแปลงดังกล่าว แล้วให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งปันทรัพย์ มรดก แก่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อดำเนินการแบ่งทรัพย์ มรดก ที่ดินดังกล่าวต่อไป ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีทั้งสองเรื่องโดยอ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก แทนที่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก และขอให้แบ่งทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก แก่โจทก์ทั้งสามก็ตาม แต่คดีก่อนนอกจากโจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก และทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก แล้ว โจทก์ทั้งสามยังฟ้องบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก รวมมาด้วย โดยมูลคดีเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก นำที่ดินทรัพย์ มรดก แปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายกโอนขายให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสามเห็นว่าได้รับโอนที่ดิน มรดก ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้แบ่งปันที่ดินทรัพย์ มรดก ที่จังหวัดนครนายกให้แก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นที่ดิน มรดก คนละส่วนกับที่ดินในคดีนี้ ทั้งคดีดังกล่าวมีประเด็นจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่ามีเหตุจะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อเพิกถอนแล้วจึงจะนำมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทได้ ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ดำเนินการแบ่งแยกและโอนที่ดินทรัพย์ มรดก แปลงอื่นซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครให้แก่ตนเองรวมทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก ด้วยกันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินทรัพย์ มรดก ที่กรุงเทพมหานครคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งทายาทอื่นที่ไม่มีอำนาจรับโอนที่ดินไว้โดยชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะเป็นที่ดิน มรดก ต่างแปลงและต่างท้องที่คนละส่วนกับที่ดิน มรดก ในคดีก่อนและคดีมีแต่เพียงประเด็นแบ่งปันทรัพย์ มรดก ระหว่างทายาทด้วยกันเท่านั้น มิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ตามเอกสารมีข้อความระบุว่า เจ้า มรดก มีความประสงค์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วน เนื้อที่ 26 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่เหลือมอบให้จำเลยที่ 2 จัดการเพื่อการกุศล แต่เจ้า มรดก ขอเก็บผลประโยชน์ไปก่อนขณะยังมีชีวิต โดยในเอกสารไม่มีข้อความระบุว่าเป็นพินัยกรรมทั้งไม่มีข้อความระบุว่าเจ้า มรดก แสดงเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และมอบให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศลโดยให้มีผลเมื่อเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายแล้วอีกด้วย ทั้งเอกสารมีการจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2541 ก่อนเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายเป็นเวลา 9 เดือนเศษ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าเจ้า มรดก มีอาการป่วยหนักถึงขนาดทราบว่าตนเองจะถึงแก่ความตายแล้ว แต่อย่างใด นอกจากนี้หากเจ้า มรดก มีเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองไว้โดยทำพินัยกรรมแล้ว เจ้า มรดก ก็น่าจะระบุถึงที่ดินแปลงอื่นของตนไว้ในเอกสารดังกล่าวให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะยกที่ดินแปลงใดให้แก่ทายาทรายใดให้เสร็จสิ้นไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างทายาทในการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ในภายหลัง หาใช่ระบุไว้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 เพียงแปลงเดียวโดยปล่อยให้ที่ดินแปลงอื่นเป็น มรดก ตกทอดไปยังบรรดาทายาทโดยธรรมเมื่อตนถึงแก่ความตายดังเช่นที่ปรากฏในเอกสารไม่ จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เจ้า มรดก เจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ทำหนังสือดังกล่าวเท่านั้น โดยยังคงหวงแหนที่ดินแปลงอื่นของตนอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ และให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศล จึงไม่เข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 เมื่อการให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 เมื่อเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 โดยไม่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้า มรดก ว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองเพื่อตนเอง ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ จำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าโจทก์ทั้งสามรวมทั้งทายาทอื่นมีสิทธิรับ มรดก ของเจ้า มรดก ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก อีกด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก จึงมีหน้าที่ต้องจัดการรวบรวมทรัพย์ มรดก และแบ่งปันให้แก่บรรดาทายาทโดยธรรมให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทก็ดีและในฐานะผู้จัดการ มรดก ก็ดี ถือได้ว่าเป็นการครอบครองทรัพย์ มรดก ที่ยังไม่แบ่งปันกันแทนทายาทโดยธรรมรวมทั้งโจทก์ทั้งสามผู้มีสิทธิรับ มรดก แทนที่ด้วย มิได้ครอบครองที่ดิน มรดก ตามฟ้องเพื่อตนเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้า มรดก ว่า จะไม่ยึดถือครอบครองทรัพย์ มรดก แทนทายาทโดยธรรมคนอื่นอีกต่อไป แต่ประสงค์จะครอบครองเพื่อตนเอง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ได้แบ่งปันทรัพย์ มรดก ให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์ มรดก ได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้า มรดก ตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้า มรดก แล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 24392 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งปันทรัพย์ มรดก แก่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก ที่มีสิทธิได้รับ มรดก ตามกฎหมาย หากไม่สามารถส่งมอบได้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกเป็นแปลงละ 8 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งที่ดินแต่ละแปลงคนละ 1 ใน 8 ส่วน เท่า ๆ กัน วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1364 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดที่ดินเลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายมาน เจ้า มรดก เพื่อจัดการ มรดก ตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้สืบสันดานของนายหมัด ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน ผู้สืบสันดานของนายซาฮัก ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน และผู้สืบสันดานของนายจำนงค์ ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน โดยโจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 7 ของส่วนที่ตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของนายหมัด โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 9 ของส่วนที่ตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของนายซาฮัก และโจทก์ที่ 3 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 9 ของส่วนที่ตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของนายจำนงค์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2542 นายมาน เจ้า มรดก ถึงแก่ความตายด้วยโรคชรา โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ มรดก ให้แก่ผู้ใดและไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการ มรดก เจ้า มรดก เป็นโสด บิดามารดาของเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้า มรดก นายหมัด นายวีระ นายซาฮัก นายจำนงค์ และจำเลยทั้งสี่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้า มรดก นายหมัด นายซาฮักและนายจำนงค์ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้า มรดก โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายหมัดบิดารับรองแล้ว โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายซาฮักบิดารับรองแล้ว โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจำนงค์ โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้มีสิทธิรับ มรดก ของเจ้า มรดก แทนที่บิดาของตน เจ้า มรดก มีทรัพย์สินเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ32095 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 26 ตารางวา และ 1 งาน 87 ตารางวา ตามลำดับ โฉนดที่ดินเลขที่ 23312 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1853 ตำบลโคกแฝด (หนองจอก) อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 40 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 และ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา และ 1 ไร่ 1 งาน 9 ตารางวา ตามลำดับ หลังจากเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยทั้งสี่ติดต่อขอรับ มรดก ที่ดินโฉนดเลขที่ 1853 และ 23312 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอก ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ 32095 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า เจ้า มรดก มีจำเลยทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมเท่านั้น วันที่ 8 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทายาทอื่นอีกหลายคนยื่นคำคัดค้านการขอรับ มรดก ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกและสาขาบางกะปิ เจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนเปรียบเทียบแล้ว วันที่ 24 ตุลาคม 2544 และวันที่ 4 กันยายน 2544 จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำขอรับ มรดก วันที่ 11 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8220/2544 วันที่ 15 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก ตามคำสั่งศาลชั้นต้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 9 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32095 ออกเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 3 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 เนื้อที่ 31 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 เนื้อที่ 31 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 เนื้อที่ 62 ตารางวา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 32095 คงเหลือเนื้อที่ 62 ตารางวา วันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 ให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 ให้แก่จำเลยที่ 1 และแปลงคงโฉนดเลขที่ 32095 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 ออกเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 5 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 60130 เนื้อที่ 99 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 60131 เนื้อที่ 99 ตารางวา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 คงเหลือเนื้อที่ 99 ตารางวา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 ให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60130 ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60131 ให้แก่จำเลยที่ 2 และแปลงคงโฉนดเลขที่ 23312 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 18 ตุลาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก แล้วมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก แทน วันที่ 12 กรกฎาคม 2549 โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครนายก เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 771/2549 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก ตามส่วนที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26791 และ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อให้โจทก์ที่ 3 นำไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ มรดก ให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับ มรดก ตามกฎหมายต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 3 ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ มรดก ต่อไป วันที่ 30 ตุลาคม 2550 ศาลจังหวัดนครนายกพิพากษาว่า ให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งทรัพย์ มรดก ที่ดินโฉนดเลขที่ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก คนละ 1 ใน 8 ส่วน แต่มิให้เกินคนละ 63.625 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26792 แก่โจทก์ที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1155/2550 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 771/2549 ของศาลจังหวัดนครนายกหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก ร่วมกันจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่นางสาวนงลักษณ์ นายพรณรงค์ นายวสันต์และนายประกาศิต จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก อีกด้วย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนางสาวนงลักษณ์ นายพรณรงค์ นายวสันต์และนายประกาศิต แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 นางสาวนงลักษณ์ นายพรณรงค์ นายวสันต์ และนายประกาศิตร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26791 และเลขที่ 26792 แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อให้โจทก์ที่ 3 นำไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ มรดก ให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับ มรดก ตามกฎหมายต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนแก่โจทก์ที่ 3 ดำเนินการแบ่งทรัพย์ มรดก ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อไป ส่วนคดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน มรดก เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 และ 60130 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ 32095 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน มรดก ทั้งสิบเอ็ดแปลง แล้วให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งปันทรัพย์ มรดก แก่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อดำเนินการแบ่งทรัพย์ มรดก ที่ดินต่อไป ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีทั้งสองเรื่องโดยอ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับ มรดก แทนที่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก และขอให้แบ่งทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก ให้แก่โจทก์ทั้งสามก็ตาม แต่คดีก่อนนอกจากโจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก และทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก แล้ว โจทก์ทั้งสามยังฟ้องบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก รวมมาด้วย โดยมูลคดีเกิดจาก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก นำที่ดินทรัพย์ มรดก แปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายกโอนขายให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสามเห็นว่าได้รับโอนที่ดิน มรดก ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้แบ่งปันที่ดินทรัพย์ มรดก ที่จังหวัดนครนายกให้แก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นที่ดิน มรดก คนละส่วนกับที่ดินในคดีนี้ ทั้งคดีดังกล่าวมีประเด็นจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า มีเหตุจะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อเพิกถอนแล้วจึงจะนำมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทได้ ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก ร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ดำเนินการแบ่งแยกและโอนที่ดินทรัพย์ มรดก แปลงอื่นซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครให้แก่ตนเอง รวมทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้า มรดก ด้วยกันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินทรัพย์ มรดก ที่กรุงเทพมหานครคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งทายาทอื่นที่ไม่มีอำนาจรับโอนที่ดินไว้โดยชอบด้วยกฎหมายได้เพราะเป็นที่ดิน มรดก ต่างแปลงและต่างท้องที่คนละส่วนกับที่ดิน มรดก ในคดีก่อน และคดีมีแต่เพียงประเด็นแบ่งปันทรัพย์ มรดก ระหว่างทายาทด้วยกันเท่านั้น มิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 771/2549 ของศาลจังหวัดนครนายกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการที่สองว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารมีข้อความระบุว่า เจ้า มรดก มีความประสงค์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วน เนื้อที่ 26 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่เหลือมอบให้จำเลยที่ 2 จัดการเพื่อการกุศล แต่เจ้า มรดก ขอเก็บผลประโยชน์ไปก่อนขณะยังมีชีวิต โดยในเอกสารไม่มีข้อความระบุว่า เป็นพินัยกรรม ทั้งไม่มีข้อความระบุว่าเจ้า มรดก แสดงเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และมอบให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศลโดยให้มีผลเมื่อเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายแล้วอีกด้วย ทั้งเอกสารมีการจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2541 ก่อนเจ้า มรดก ถึงแก่ความตายเป็นเวลา 9 เดือนเศษ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าเจ้า มรดก มีอาการป่วยหนักถึงขนาดทราบว่าตนเองจะถึงแก่ความตายแล้วแต่อย่างใด นอกจากนี้หากเจ้า มรดก มีเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองไว้โดยทำพินัยกรรมแล้ว เจ้า มรดก ก็น่าจะระบุถึงที่ดินแปลงอื่นของตนไว้ในเอกสารให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะยกที่ดินแปลงใดให้แก่ทายาทรายใดให้เสร็จสิ้นไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างทายาทในการแบ่งปันทรัพย์ มรดก ในภายหลัง หาใช่ระบุไว้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 เพียงแปลงเดียวโดยปล่อยให้ที่ดินแปลงอื่นเป็น มรดก ตกทอดไปยังบรรดาทายาทโดยธรรมเมื่อตนถึงแก่ความตายดังเช่นที่ปรากฏในเอกสารไม่ จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เจ้า มรดก เจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ทำหนังสือเท่านั้น โดยยังคงหวงแหนที่ดินแปลงอื่นของตนอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ และให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศล จึงไม่เข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 เมื่อการให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 โดยไม่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้า มรดก ว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองเพื่อตนเอง ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์ มรดก ทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้งโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับ มรดก แทนที่บิดาของตน การที่ทายาทคนใดคนหนึ่งเข้าครอบครองที่ดิน มรดก ดังกล่าวรวมทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 ตราบใดที่ยังไม่ได้มีการแบ่งปันทรัพย์ มรดก กันระหว่างทายาทให้เสร็จสิ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์ มรดก แทนทายาทอื่นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจึงยังคงเป็นการครอบครองทรัพย์ มรดก ร่วมกัน ที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบว่าจำเลยทั้งสี่ไปขอรับ มรดก ของเจ้า มรดก ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยโฉนดที่ดินทรัพย์ มรดก ทุกฉบับอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสี่ ถือว่าโจทก์ทั้งสามถูกจำเลยทั้งสี่โต้แย้งสิทธิในการรับ มรดก และเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสี่แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นรวมถึงโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์ มรดก เพื่อตนแล้วนั้น ก็ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทายาทอื่นอีกหลายคนทราบเรื่องขอรับ มรดก ของจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกและสาขาบางกะปิ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนเปรียบเทียบแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ในวันที่ 24 ตุลาคม 2544 และวันที่ 4 กันยายน 2544 จำเลยทั้งสี่จึงยื่นคำขอยกเลิกคำขอโอนที่ดิน มรดก ตามที่ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกว่า ผู้รับ มรดก ที่ดินยังมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว และทายาทของบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ยื่นคำขอรับ มรดก ด้วย จึงขอยกเลิกคำขอแล้วจะติดตามทายาทส่วนที่เหลือให้มารับ มรดก ร่วมกันในภายหลังเพื่อจะได้ตกลงแบ่ง มรดก กันให้ถูกต้องต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าโจทก์ทั้งสามรวมทั้งทายาทอื่นมีสิทธิรับ มรดก ของเจ้า มรดก เช่นกัน ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก จึงมีหน้าที่ต้องจัดการรวบรวมทรัพย์ มรดก และแบ่งปันให้แก่บรรดาทายาทโดยธรรมให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทก็ดี และในฐานะผู้จัดการ มรดก ก็ดี ถือได้ว่าเป็นการครอบครองทรัพย์ มรดก ที่ยังไม่แบ่งปันกันแทนทายาทโดยธรรมรวมทั้งโจทก์ทั้งสามผู้มีสิทธิรับ มรดก แทนที่ด้วย มิได้ครอบครองที่ดิน มรดก ตามฟ้องเพื่อตนเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้า มรดก ว่า จะไม่ยึดถือครอบครองทรัพย์ มรดก แทนทายาทโดยธรรมคนอื่นอีกต่อไปแต่ประสงค์จะครอบครองเพื่อตนเอง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ได้แบ่งปันทรัพย์ มรดก ให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์ มรดก ได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้า มรดก ตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้า มรดก แล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9311/2559 นายชัชวาลย์ รัตนะ กับพวก โจทก์ นายประสิทธิ์ รัตนศิลป์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 525 , ม. 1646 , ม. 1647 , ม. 1748 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)