ฎีกาที่ 9226/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 42 เป็นกระบวนพิจารณาหนึ่งเพื่อให้ทราบถึงกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ เหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตลอดจนความประพฤติของลูกหนี้ว่าได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หรือตามกฎหมายอื่นเกี่ยวกับการล้มละลาย จำเลยจึงต้องให้การตามความเป็นจริง เมื่อจำเลยทราบดีว่าตนเองเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับ มรดก ของเจ้า มรดก และศาลแพ่งยังมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกับทายาทอื่นอีกด้วย จำเลยมีหน้าที่ต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่ชั้นชี้แจงกิจการและทรัพย์สินถึงสิทธิของจำเลยในทรัพย์ มรดก แม้จะยังไม่มีการแบ่งหรือการจัดการและแม้จำเลยจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทายาทอื่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์ มรดก รวม 2 ฉบับ ก็ตาม จำเลยไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยไม่น่าจะได้รับทรัพย์ มรดก เนื่องจากเมื่อคำนวณทรัพย์ มรดก และหนี้ของกอง มรดก แล้ว จำเลยคิดว่าไม่มีทรัพย์ มรดก เหลือ จึงไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น การที่จำเลยเบิกความในการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยต่อศาลโดยไม่แจ้งว่าจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์ มรดก ดังกล่าว ทั้งที่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่ และมีสิทธิที่จะได้รับมาทั้งหมดโดยละเอียด จึงเป็นการละเว้นไม่แจ้งข้อความอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองต่อศาล จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (2) ประกอบมาตรา 42
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (2) ประกอบมาตรา 42 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลล้มละลายกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (2) ประกอบมาตรา 42 จำคุก 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า วันที่ 14 ธันวาคม 2536 นายบุญวงศ์ บิดาของจำเลยถึงแก่ความตาย โดยมีจำเลยเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับ มรดก ตามพินัยกรรมร่วมกับทายาทอื่น วันที่ 16 มีนาคม 2537 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง พันโทอนุวงศ์ นางสาววรศิริ นายเชิดชาย นางวรงค์ศิริ และจำเลยร่วมกันเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายบุญวงศ์ จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทายาทอื่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์ มรดก รวม 2 ฉบับ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 984/2544 จำเลยทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว วันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 จำเลยให้การสอบสวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายและกำหนดนัดไต่สวนจำเลยในฐานะลูกหนี้โดยเปิดเผยในวันที่ 25 มิถุนายน 2545 เมื่อถึงวันนัดศาลล้มละลายกลางไต่สวนลูกหนี้โดย วันที่ 14 มกราคม 2546 พันเอกอนุวงศ์ ยื่นคำร้องขอคัดสำเนาเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อนำไปใช้ในการยื่นคำร้องขอถอดถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมของนายบุญวงศ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งให้พันเอกอนุวงศ์แถลงเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์ มรดก ที่จำเลยมีสิทธิได้รับต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และมีหมายเรียกจำเลยมาให้การสอบสวนเกี่ยวกับทรัพย์ มรดก ที่มีสิทธิจะได้ดังกล่าว วันที่ 14 มีนาคม 2546 ศาลแพ่งมีคำสั่งถอนจำเลย นางวรงค์ศิริ และนายเชิดชาย ออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมของนายบุญวงศ์ วันที่ 22 เมษายน 2546 จำเลยมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ให้การเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์ มรดก ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ วันที่ 21 พฤษภาคม 2551 พันเอกอนุวงศ์ ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จากการที่จำเลยปกปิดไม่แจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และหรือที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าตนเองมีสิทธิได้รับทรัพย์ มรดก เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการสอบสวนแล้วเห็นควรดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 22 เมษายน 2552 พันเอกอนุวงศ์ในฐานะผู้จัดการ มรดก ร่วมของนายบุญวงศ์ ส่งมอบเงินจำนวน 5,300,868.50 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากกอง มรดก แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 42 เป็นกระบวนพิจารณาหนึ่งเพื่อให้ทราบถึงกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ เหตุผลที่ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตลอดจนความประพฤติของลูกหนี้ ว่าได้กระทำหรือละเว้นกระทำการใด ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หรือตามกฎหมายอื่นเกี่ยวกับการล้มละลาย จำเลยจึงต้องให้การตามความเป็นจริง ทั้งนี้ เมื่อได้ความว่า จำเลยทราบดีว่าตนเองเป็นทายาทซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับ มรดก ของนายบุญวงศ์ ทั้งวันที่ 16 มีนาคม 2537 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง พันโทอนุวงศ์ นางสาววรศิริ นายเชิดชาย นางวรงค์ศิริ และจำเลยร่วมกันเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายบุญวงศ์ จำเลยมีหน้าที่จะต้องแจ้งแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตั้งแต่ชั้นชี้แจงกิจการและทรัพย์สินถึงสิทธิของจำเลยในทรัพย์ มรดก แม้ทรัพย์ มรดก ยังไม่มีการแบ่งหรือการจัดการ และจำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทายาทอื่นเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์ มรดก รวม 2 ฉบับ ในวันที่ 2 เมษายน 2544 ก็ตาม จำเลยไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยไม่น่าจะได้รับทรัพย์ มรดก เนื่องจากเมื่อคำนวณทรัพย์ มรดก และหนี้ของกอง มรดก แล้วจำเลยคิดว่าไม่มีทรัพย์ มรดก เหลือ จึงไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดังนั้น การที่จำเลยเบิกความในการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยต่อศาลโดยไม่แจ้งว่าจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์ มรดก ดังกล่าว ทั้งที่จำเลยมีหน้าที่ต้องตอบคำถามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่และมีสิทธิที่จะได้รับมาทั้งหมดโดยละเอียด จึงเป็นการละเว้นไม่แจ้งข้อความอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองต่อศาล พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง การที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดโทษให้จำคุกจำเลย 8 เดือน นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน และกองทรัพย์สินได้รับเงินจากทรัพย์ มรดก ในส่วนของจำเลยแล้ว จึงสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยเพื่อให้โอกาสกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลล้มละลายกลางไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9226/2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายวรวงศ์หรือปวริศหรือกานต์ อมาตยกุล จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 42 , ม. 163 (2)