ฎีกาที่ 10808/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจำนอง ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงฟ้องขอให้บังคับจำนอง จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จำนอง ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวไว้แก่โจทก์ เพียงแต่ต่อสู้ว่า โจทก์นำค่านายหน้าและดอกเบี้ยล่วงหน้ารวมเป็นต้นเงินเป็นการไม่ชอบ ถือว่าจำเลยรับแล้วว่าจำนอง ที่ดิน ทั้งสองแปลงไว้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบหรือส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำนอง ที่ดิน ทั้งสองแปลงต่อศาล การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ไม่ได้ส่งโฉนด ที่ดิน 11652 ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณา และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา..." ถ้อยคำว่า "ไปถึง" นั้น หมายความว่า ได้มีการแสดงเจตนาโดยมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้ แม้ขณะจดหมายบอกกล่าวไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้จะไม่พบลูกหนี้หรือไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงลูกหนี้โดยชอบแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 และมาตรา 169 วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 28,938,726.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,380,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระขอให้ยึด ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์จนครบ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 28,938,726.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,380,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10933 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 25,570,958.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 23,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า มูลหนี้ตามสัญญาจำนอง ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เป็นมูลหนี้ที่แบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 11652 เนื่องจากโจทก์ไม่ส่งโฉนด ที่ดิน ดังกล่าวมาประกอบ การพิจารณา โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนอง ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10933 ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 11652 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจำนอง ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงฟ้องขอให้บังคับจำนอง จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้จำนอง ที่ดิน ทั้งสองแปลงดังกล่าวไว้แก่โจทก์ เพียงแต่ต่อสู้ว่า โจทก์นำค่านายหน้าและดอกเบี้ยล่วงหน้ารวมเป็นต้นเงิน เป็นการไม่ชอบ ถือว่า จำเลยรับแล้วว่าจำนอง ที่ดิน ทั้งสองแปลงไว้แก่โจทก์จริง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบหรือส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับการจำนอง ที่ดิน ทั้งสองแปลงต่อศาลอีก ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ได้ส่งโฉนด ที่ดิน เลขที่ 11652 ต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณา ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 11652 ด้วยเหตุดังกล่าว และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามนั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งอันเป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังภูมิลำเนาของจำเลย แต่ปรากฏว่าส่งไม่ได้เพราะไม่มารับภายในกำหนด โดยที่พนักงานไปรษณีย์ไม่ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ไปรับหนังสือของโจทก์ดังกล่าวที่ที่ทำการไปรษณีย์ จำเลยจึงไม่ทราบว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลย ดังนั้น จะถือว่าจำเลยทราบถึงการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์หาได้ไม่นั้น เห็นว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา..." ถ้อยคำว่า "ไปถึง" นั้น หมายความว่า ได้มีการแสดงเจตนาโดยมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังลูกหนี้ ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้ แม้ขณะจดหมายบอกกล่าวไปถึงภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของลูกหนี้จะไม่พบลูกหนี้หรือไม่มีผู้ใดรับไว้ ก็ถือได้ว่าผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงลูกหนี้โดยชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ส่งจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองถึงจำเลยโดยทางไปรษณีย์ตอบรับตามภูมิลำเนาที่จำเลยระบุในสัญญาจำนอง และตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรเอกสารแนบท้ายคำแถลงขอปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปถึงจำเลยและมีผลเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 และมาตรา 169 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึด ที่ดิน โฉนดเลขที่ 10933 และ 11652 ตำบลศาลาธรรมสพน์ อำเภอทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10808/2559 นางสาวพิชญา กมลวรสกุลชัย โจทก์ นางสาวพรจิต อรัณยกานนท์ จำเลย ป.วิ.พ. ม. 142 (5) , ม. 246 , ม. 247 ป.พ.พ. ม. 169 วรรคหนึ่ง , ม. 728