ฎีกาที่ 7223/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
มูลหนี้ที่จะนำมาขอรับชำระหนี้ในคดี ล้มละลาย ได้จะต้องเป็นหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ทั้งเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 ประกอบมาตรา 94 สำหรับมูลหนี้ในคดีนี้คือมูลหนี้ตามสัญญาประกันที่ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันต่อศาลในการขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี ในวงเงินประกัน 330,000 บาท โดยมีที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นหลักประกัน ต่อมาปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ส่งตัวจำเลยมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามกำหนดนัดซึ่งถือว่าลูกหนี้ที่ 2 ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลแขวงธนบุรีมีคำสั่งปรับเงินลูกหนี้ที่ 2 เต็มตามสัญญาประกัน มูลแห่งหนี้เงินจึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวภายหลังจากวันที่ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 และมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดีในคดีที่เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้นับจากวันคดีถึงที่สุดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 93 ดังนี้ เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรีมายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ทั้งหนี้เงินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 94 แม้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ก็ตาม ก็เป็นบทบัญญัติในส่วนการบังคับหลักประกันที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเด็ดขาดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ทั้งสาม ล้มละลาย และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ภายหลัง ล้มละลาย ของลูกหนี้ทั้งสามและยกเลิกการ ล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 63 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 3212/2546 เป็นเงินรวม 330,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 (3) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้วมีความเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 จึงมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ (ที่ถูก ไม่รับคำขอรับชำระหนี้) เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ล้มละลาย วินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า มูลหนี้ที่จะนำมาขอรับชำระหนี้ในคดี ล้มละลาย ได้จะต้องเป็นหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ทั้งเจ้าหนี้ดังกล่าวต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 ประกอบมาตรา 94 สำหรับมูลหนี้ในคดีนี้ตามสัญญาประกันต่อศาลในการปล่อยตัวชั่วคราวนายพงษ์ชัย จำเลย ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3212/2546 ของศาลแขวงธนบุรี ในวงเงินประกัน 330,000 บาท โดยมีที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 370 และที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2881 เป็นหลักประกันนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ลูกหนี้ที่ 2 ไม่ส่งตัวนายพงษ์ชัยมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามนัด ซึ่งถือว่าลูกหนี้ที่ 2 ผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลแขวงธนบุรีมีคำสั่งปรับเงินลูกหนี้ที่ 2 เต็มตามสัญญาประกัน มูลแห่งหนี้เงินจึงเกิดขึ้นในวันดังกล่าวภายหลังจากวันที่ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาดแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 และมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดีในคดีที่เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ที่เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้นับจากวันคดีถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 93 ดังเหตุผลตามคำวินิจฉัยของศาล ล้มละลาย กลาง ดังนี้ เมื่อเจ้าหนี้นำมูลหนี้ค่าปรับนายประกันในคดีอาญาของศาลแขวงธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 3212/2546 มายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ทั้งหนี้เงินดังกล่าวเกิดขึ้นหลังวันที่ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ย่อมต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 94 อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2558 ซึ่งบัญญัติว่า "เงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นที่นำมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันตามมาตรา 114 ไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นจนกว่าความรับผิดตามสัญญาประกันจะระงับสิ้นไป เว้นแต่ศาลเห็นว่าหนี้ของเจ้าหนี้นั้นมิได้เกิดจากการฉ้อฉลและมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว" นั้น ก็เป็นบทบัญญัติในส่วนการบังคับหลักประกันที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 370 และที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2881 ซึ่งเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 ดังกล่าว ที่ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อไป จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของเจ้าหนี้ ให้บังคับไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7223/2559 บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด โจทก์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแขวงธนบุรี เจ้าหนี้ บริษัทแก่งกระจาน วัลเล่ย์รีสอร์ท จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25 , ม. 91 , ม. 93 , ม. 94 ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคสอง