ฎีกาที่ 9183/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระ ภาษี สรรพสามิต ซึ่งต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสีย ภาษี สรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่า ภาษี สรรพสามิตไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ขอขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากรอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์จึงมีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มไปยังจำเลย ต่อมากรมสรรรพากรมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจำเลยพิจารณาแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลา โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยมีคำสั่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่กค 0722/9870 เรื่อง ภาษี มูลค่าเพิ่ม กรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่มลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 และให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาการยื่นแบบรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี กุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือน ภาษี พฤษภาคม 2548 เป็นวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ทราบว่าคือใคร ชื่อและนามสกุลอะไร ไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่รับฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่ง จึงให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้คำฟ้องโจทก์มิได้ระบุชื่อและนามสกุลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คดีนี้เป็นการฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นใช้อำนาจตามกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในเวลาดังกล่าวย่อมสามารถเข้าเป็นคู่ความได้ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มีข้อโต้แย้งเรื่องภาระ ภาษี สรรพสามิตที่ได้รับจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามแนวทางที่กำหนดโดยมติคณะรัฐมนตรี จนต่อมามีการประชุมหารือและยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจนมีความเห็นว่า โจทก์มีหน้าที่เสีย ภาษี สรรพสามิตจนทำให้โจทก์ชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเงินค่า ภาษี สรรพสามิตไม่ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ยื่นขอขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร ต่อมากรมสรรพากรอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการ ภาษี ในเดือน ภาษี พิพาทออกไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้โจทก์ไม่มีภาระเบี้ยปรับ แต่ยังมีเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 0.75 ต่อเดือน โจทก์เห็นว่ากรณีของโจทก์ถือเป็นเหตุอันควรที่จะไม่มีเงินเพิ่มเนื่องจากเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มิใช่ความบกพร่องของโจทก์ โจทก์มีหนังสือขอให้กรมสรรพากรเสนอเรื่อง การขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มต่อจำเลยเพื่อใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสองและโจทก์มีหนังสือขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มไปยังจำเลยโดยตรง ต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือมายังโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจำเลยพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อนุมัติการขอขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยพิจารณาคำร้องของโจทก์และมีคำสั่งนั้น เป็นการทำคำสั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือกรมสรรพากรที่กค 0722/9870 เรื่อง ภาษี มูลค่าเพิ่มกรณีขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่ม ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 ซึ่งหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือแจ้งคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติว่า "กำหนดเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้" และโจทก์ยังมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี กุมภาพันธ์ 2546 ถึงเดือน ภาษี พฤษภาคม 2548 อันเป็นคำฟ้องที่แสดงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีคำสั่งไม่อนุมัติขยายระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการและนำส่ง ภาษี มูลค่าเพิ่มที่มีผลกระทบต่อโจทก์ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ฟ้องโจทก์เป็นการฟ้องตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง โจทก์จึงฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเป็นจำเลยได้ ที่ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่า จำเลยไม่สามารถเป็นคู่ความตามกฎหมายเพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีก เพราะมิทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาตามรูปคดีต่อไปสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาล ภาษี อากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้ศาล ภาษี อากรกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9183/2559 บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โจทก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จำเลย ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ป.รัษฎากร ม. 3 อัฏฐ