ฎีกาที่ 6758/2559
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
แม้โจทก์จะฟ้องขอค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยมีมูลเหตุจากการที่ จ. ขับรถบรรทุกชน ศ. บุตรโจทก์ เป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้เอาประกันภัย เรียกให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มี อายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 มิใช่นับแต่ศาลในคดีส่วนอาญามีคำพิพากษา
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2551 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 21,937.50 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 86,937.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 65,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติในชั้นฎีกาโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นบริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 10 ทวิ มีวัตถุประสงค์ให้บริการในการรับคำร้องขอและการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ประสบภัย ตามที่บริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยมอบหมาย ดำเนินกิจการตามที่บริษัทประกันภัยวินาศภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะได้มอบหมายตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยบฉ 62 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถกำหนดจ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้น กรณีความเสียหายต่อชีวิต 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน ทั้งนี้จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท กำหนดระยะเวลาคุ้มครองเริ่มต้นวันที่ 19 พฤษภาคม 2550 สิ้นสุดวันที่ 19 พฤษภาคม 2551 ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2551 นายอิ๊กหรือศักย์ศรณ์ บุตรชายโจทก์ขับรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 1 รับประกันภัยเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 95 - 4897 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายจรูญ เป็นคนขับ เป็นเหตุให้นายศักย์ศรณ์ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดวันที่ 6 เมษายน 2551 พนักงานอัยการและโจทก์กับพวกฟ้องนายจรูญต่อศาลอาญา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 90 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ศาลอาญาพิพากษาว่า นายจรูญมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 6 ปี คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หลังจากนายศักย์ศรณ์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ได้ชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นแก่โจทก์ 35,000 บาท แต่ไม่ยอมชดใช้อีก 65,000 บาท เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดของนายศักย์ศรณ์และนายจรูญ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำให้การของจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ 2 ปี โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ 2 ปี ตามสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันวินาศภัย คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาด อายุความ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยมีมูลเหตุจากนายศักย์ศรณ์บุตรชายโจทก์ขับรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์บรรทุกที่นายจรูญเป็นคนขับเป็นเหตุให้บุตรชายโจทก์ถึงแก่ความตายโดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยวินาศภัยรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุที่บุตรชายโจทก์เป็นคนขับ ซึ่งเป็นการรับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถโดยผลของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเสียหาย ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอีก 65,000 บาท มิใช่เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามมูลละเมิดแต่อย่างใด เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดเหตุรถชนกัน แม้คำให้การของจำเลยที่ 1 จะอ้างว่าขาด อายุความ เรื่องละเมิด ส่วนคำให้การของจำเลยที่ 2 จะมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าฟ้องโจทก์ขาด อายุความ 2 ปี เป็น อายุความ ของสิทธิเรียกร้องใดก็ตาม แต่เมื่ออ่านคำให้การของจำเลยทั้งสองแต่ละฉบับที่มีการระบุวันที่ อายุความ เริ่มนับแต่วันใดและถึงวันที่ขาด อายุความ แล้ว ก็พอแปลได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้เกี่ยวกับ อายุความ ของสิทธิเรียกร้องที่โจทก์กล่าวในฟ้องนั่นเอง หาใช่สิทธิเรียกร้องในเรื่องอื่นไม่ ทั้งกำหนด อายุความ 2 ปี ที่จำเลยทั้งสองอ้างนั้นก็เป็นกำหนด อายุความ ของสิทธิเรียกร้องให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนในสัญญาประกันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 ด้วย คำให้การของจำเลยทั้งสองที่ให้การเกี่ยวกับ อายุความ นั้น เป็นคำให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้ว เป็นคำให้การที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงมีประเด็นข้อพิพาทในเรื่อง อายุความ ว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ หรือไม่แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาด อายุความ หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท แก่โจทก์ ในวันที่ 25 เมษายน 2551 อายุความ จึงสะดุดหยุดลงและเริ่มนับ อายุความ ต่อไปเมื่อศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 นั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้เอาประกันภัยเรียกให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมี อายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 หาใช่นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาดังที่โจทก์ฎีกาไม่ และไม่ว่าจะเริ่มนับ อายุความ นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2551 ซึ่งเป็นวันเกิดวินาศภัย หรือเริ่มนับแต่วันที่ 25 เมษายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นก็ตาม ฟ้องโจทก์ก็เกินกว่ากำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาด อายุความ แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6758/2559 เรือเอกหญิงพิจารณา พินิจ โจทก์ บริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 882