ฎีกาที่ 15107/2558
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระ คงเรียกได้เพียง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ในระหว่างที่ยังมิได้ส่งมอบทรัพย์ที่ เช่าซื้อ คืนเท่านั้น แม้สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 14.2 กำหนดว่า "ก่อนวันที่สัญญาเลิกกัน หากผู้เช่าติดค้างชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ ที่ถึงกำหนดแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระ ผู้ เช่าซื้อ สัญญาว่าจะต้องชำระแก่เจ้าของจนครบถ้วน และการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ไม่เป็นการลบล้างสิทธิของเจ้าของบรรดาที่มีอยู่ก่อนวันเลิกสัญญา" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 10 ถึงงวดที่ 18 เป็นเงิน 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้าง 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ 30,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหรือใช้ราคาแทน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 230,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 10,500 บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 15 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา 3,487.50 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียนอษ 2997 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 549,723.24 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ งวดละเดือน เดือนละ 15,270.09 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 3 ของทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ มีข้อตกลงหากผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน และโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์เพียง 9 งวดเศษ เป็นเงิน 141,475.94 บาท แล้วผิดนัดเกิน 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โดยชอบแล้ว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ที่นำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้นำชี้ให้โจทก์ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตามเงื่อนไขที่โจทก์เสนอแล้ว สัญญาค้ำประกันเป็นอันเลิกกัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ไปจากโจทก์แล้วไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป 3 งวดติดต่อกัน โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระภายในกำหนดให้ถือว่าหนังสือบอกกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาทันที และจำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระภายในกำหนดสัญญา เช่าซื้อ ถูกยกเลิกโดยข้อสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 2 ติดตามและส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ แล้ว สัญญาค้ำประกันจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 เห็นว่า ในทางนำสืบจำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไปพบนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์แล้วนายสมศักดิ์แจ้งว่าหากจำเลยที่ 2 สามารถไปนำชี้ให้โจทก์ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนได้ โจทก์ตกลงจะยกเลิกสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมีการตกลงจะไปยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 เป็นการนำสืบนอกคำให้การนอกประเด็น แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ และไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อนึ่ง เมื่อสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว โจทก์มีสิทธิริบเงินค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วและกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระ คงเรียกได้เพียงค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ในระหว่างที่ยังมิได้ส่งมอบทรัพย์ที่ เช่าซื้อ คืนเท่านั้น แม้สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 14.2 กำหนดว่า "ก่อนวันที่สัญญาเลิกกัน หากผู้เช่าติดค้างชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ ที่ถึงกำหนดแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระ ผู้ เช่าซื้อ สัญญาว่าจะต้องชำระแก่เจ้าของจนครบถ้วน และการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ไม่เป็นการลบล้างสิทธิของเจ้าของบรรดาที่มีอยู่ก่อนวันเลิกสัญญา" ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดค่าเสียหายให้ตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระตั้งแต่งวดที่ 10 ถึงงวดที่ 18 เป็นเงิน 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข โดยเห็นสมควรกำหนดให้เดือนละ 3,500 บาท เท่ากับค่าขาดประโยชน์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ รวม 9 เดือน เป็นเงิน 31,500 บาท ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเพิ่มอีก 31,500 บาท ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้าง 133,386 บาท พร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15107/2558 บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นางสุวาลี มาลาทอง กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 383 , ม. 574 ป.วิ.พ. ม. 142 (5)