ฎีกาที่ 15403/2558
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
(จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 แต่ร้านเปิดดำเนินกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548) โจทก์และคณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะนำสิทธิในวันหยุดพักผ่อน วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์มาใช้หยุดในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุง หากโจทก์ใช้วันหยุดเกินสิทธิ คณะบุคคลแมสคอตขอสงวนสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว และโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบและยินดีให้ความร่วมมือในเอกสารดังกล่าว แต่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งวันหยุดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวล้วนเป็นวันหยุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแม้ลูกจ้างจะมิได้ทำงานทั้งสิ้น นอกจากนี้การมอบหมายงานหรือการสั่งให้ลูกจ้างทำงานเป็นสิทธิของนายจ้าง การที่นายจ้างไม่อาจมอบหมายงานหรือสั่งงานให้ลูกจ้างทำ ทั้งที่ลูกจ้างมีความพร้อมที่จะทำงานให้แก่นายจ้างนั้นนายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ตกลงจ้างกัน นายจ้างจะยกขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีงานให้ลูกจ้างทำจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองให้โจทก์หยุดงานในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุงอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่มีงานให้โจทก์ทำ มิใช่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างที่จ่ายให้แก่โจทก์ ในช่วงนหยุดดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหลังจากร้านเปิดดำเนินการแล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสในการทำงานกับผู้อื่นและได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันที่สัญญาจ้างครบกำหนด คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาโดยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดแล้ว ที่ศาล แรงงาน กลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองไม่จ่ายภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป ไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยทั้งสองต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทันทีเมื่อเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือวันทวงถาม ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองจ่ายในวันใด ต้องถือวันฟ้องเป็นวันทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 34,986 บาท ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างจำนวน 1 เดือน เป็นเงิน 50,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 50,000 บาท และค่าเสียหายจำนวน 871,658 บาท รวมเป็นเงิน 1,006,644 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์คืนนามบัตรและบัญชีรายชื่อของลูกค้าแก่จำเลยทั้งสอง และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 224,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 34,982 บาท ค่าชดเชย 50,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 50,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้าง 136,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้คิดตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 ส่วนดอกเบี้ยค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างให้คิดตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาล แรงงาน กลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ คอนทราซี่ (CONTRAZI) ตั้งอยู่เลขที่ 19 ซอยสุขุมวิท 11 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร สถานที่ประกอบกิจการดังกล่าวจำเลยทั้งสองเช่าจากบริษัทสุขุมวิทแลนด์ จำกัด โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดตั้งคณะบุคคลชื่อแมสคอตประกอบกิจการร้านอาหารดังกล่าว ร้านอาหารคอนทราซี่ของจำเลยทั้งสองมีที่นั่งรับประทานอาหารของลูกค้าประมาณ 200 ที่นั่ง โดยเปิด ให้บริการลูกค้าตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2549 เป็นต้นมา ในแต่ละวันร้านอาหารคอนทราซี่เปิดให้บริการสองรอบ รอบแรกเวลา 11.30 นาฬิกา ถึง 14.30 นาฬิกา รอบที่สองเวลา 18 นาฬิกา ถึง 22.30 นาฬิกา เมื่อเดือนกันยายน 2548 คณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการ ร้านอาหารคอนทราซี่ กำหนดระยะเวลาจ้าง 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาในวันที่ 18 มีนาคม 2549 คณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ มีผลนับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า ก่อนฟ้องโจทก์บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าชดเชยและค่าสินไหมทดแทนแล้ว โจทก์ไม่ได้เพิกเฉยต่อการที่ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดโดยการลักขโมยกินอาหารของร้าน หรือไม่ตักเตือนและไม่แจ้งต่อนายจ้าง โจทก์ไม่ได้สร้างความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกทำให้บุคลากรในร้านขาดความสามัคคี โจทก์ปฏิบัติหน้าที่เหมาะสมตามตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ได้เพิกเฉยจนก่อให้เกิดความบกพร่องต่อหน้าที่และเนื้องาน แต่ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ การรับสินค้าไวน์คนละปีเนื่องจากไวน์ที่สั่งซื้อหมด ไม่ได้สั่งซื้อสุราเกินความจำเป็น ไม่ได้ทำเอกสารหาย ไม่ได้ไม่มีความสามารถในการฝึกอบรมผู้ใต้บังคับบัญชาในการปฏิบัติงานในร้าน ไม่ได้ไม่ให้ความร่วมมือและประสานงานระหว่างแผนก ไม่ได้ขัดคำสั่งนายจ้างโดยรับพนักงานเข้าทำงานหรือให้พนักงานทำงานโดยพลการ ไม่ได้แสดงกิริยาดูหมิ่นไม่ให้เกียรติลูกค้าที่มาใช้บริการ และไม่ได้ไม่ให้ความเคารพต่อนายจ้างไม่ว่าโดยทางวาจาและกิริยา การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินที่จำเลยทั้งสองจ่ายให้โจทก์ล่วงหน้าไป 21 วัน เป็นเงิน 34,986 บาท มาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 แต่ร้านเปิดดำเนินกิจการในวันที่ 21 มกราคม 2549 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2548 โจทก์และคณะบุคคลแมสคอตโดยจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงว่า โจทก์จะนำสิทธิในวันหยุดพักผ่อน วันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ของโจทก์มาใช้หยุดในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุง หากโจทก์ใช้วันหยุดเกินสิทธิ คณะบุคคลแมสคอตขอสงวนสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างในวันหยุดดังกล่าว และโจทก์ลงลายมือชื่อรับทราบและยินดีให้ความร่วมมือในเอกสารดังกล่าว แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า "ค่าจ้าง" ให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งวันหยุดตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ล้วนเป็นวันหยุดที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างแม้ลูกจ้างจะมิได้ทำงานทั้งสิ้น นอกจากนี้การมอบหมายงานหรือการสั่งให้ลูกจ้างทำงานเป็นสิทธิของนายจ้าง การที่นายจ้างไม่อาจมอบหมายงานหรือสั่งงานให้ลูกจ้างทำ ทั้งที่ลูกจ้างมีความพร้อมที่จะทำงานให้แก่นายจ้างนั้นนายจ้างจึงยังต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่ตกลงจ้างกัน นายจ้างจะยกขึ้นเป็นเหตุอ้างว่าไม่มีงานให้ลูกจ้างทำจึงไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองตกลงให้โจทก์หยุดงานในระหว่างที่ร้านปิดปรับปรุงอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่มีงานให้โจทก์ทำ มิใช่โจทก์ไม่สามารถทำงานให้แก่จำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธินำค่าจ้างที่จ่ายให้แก่โจทก์ในช่วงวันหยุดดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับหลังจากร้านเปิดดำเนินการแล้ว ที่ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่าที่ศาล แรงงาน กลางกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างโดยโจทก์ไม่ได้มีคำขอในส่วนของค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างมานั้น จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 3.4 ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจ้างมีกำหนด 2 ปี แต่จำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด ทำให้โจทก์สูญเสียโอกาสในการทำงานกับผู้อื่นและได้รับความเสียหาย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันที่สัญญาจ้างครบกำหนด คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายและมีคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายจากการปฏิบัติผิดสัญญาโดยบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดแล้ว ที่ศาล แรงงาน กลางกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ในส่วนที่ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2549 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 21 มีนาคม 2549 จำเลยทั้งสองไม่จ่ายภายในเวลาดังกล่าวจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่มีบทกฎหมายใดให้จำเลยทั้งสองต้องจ่ายทันทีเมื่อเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดคือวันทวงถาม ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในวันใด ต้องถือวันฟ้องเป็นวันทวงถาม จำเลยทั้งสองจึงต้องเสียดอกเบี้ยจากต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยของค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2549 และดอกเบี้ยของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15403/2558 นางขนิษฐา พิมพ์นาค โจทก์ นางสาวปุณณภา ศักดาสุคนธ์ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 , ม. 70 วรรคสอง