ฎีกาที่ 15347/2558
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์จะมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อภายหลังจากฝ่ายลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้อง ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายลูกจ้างมีการเจรจากันตามกฎหมายแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนกระทั่งพนักงานประนอมข้อพิพาท แรงงาน เข้ามาดำเนินการไกล่เกลี่ย แสดงว่ากระบวนการเจรจาต่อรองตามบทบัญญัติของกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามมิให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม การที่ผู้กล่าวหาลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในระหว่างกระบวนการใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวนั้น จึงถือว่าผู้กล่าวหาเป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องด้วยแล้ว การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่มีผลทำให้ผู้กล่าวหาไม่อาจใช้สิทธิของตนตามกฎหมายได้ เมื่อผู้กล่าวหา เป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องจึงร่วมนัดหยุดงานตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ได้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการผละงานหรือละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่ 117-134/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 เฉพาะในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 18 จำเลยทั้งสิบสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่ 117-134/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 ของจำเลยทั้งสิบสี่ในฐานะคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์เฉพาะส่วนคำวินิจฉัยของผู้กล่าวหาที่ 2 ถึงที่ 18 จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสี่ โดยจำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ว่า แม้ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 จะลงลายมือชื่อเพิ่มเติมภายหลังจากที่มีการแจ้งข้อเรียกร้องไปแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องและมีสิทธิร่วมนัดหยุดงานระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 โดยชอบผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 จึงไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 วรรคสาม บัญญัติว่า "ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องนั้นต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น..."แม้ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 จะมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ต้นแต่เมื่อภายหลังจากที่ฝ่ายลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้อง ฝ่ายโจทก์กับฝ่ายลูกจ้างมีการเจรจากันตามกฎหมายแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนกระทั่งพนักงานประนอมข้อพิพาท แรงงาน เข้ามาดำเนินการไกล่เกลี่ย แสดงว่ากระบวนการเจรจาต่อรองตามบทบัญญัติของกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดห้ามมิให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติม การที่ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องเพิ่มเติมในระหว่างกระบวนการใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวนั้น จึงถือว่าผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องด้วยแล้ว การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับ ไม่มีผลทำให้ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 ไม่อาจใช้สิทธิของตนตามกฎหมายได้ เมื่อผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องจึงร่วมนัดหยุดงานตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ได้ ในระหว่างที่ผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 ร่วมนัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการผละงานหรือละทิ้งหน้าที่ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ที่ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสี่ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสี่อุทธรณ์ต่อไปว่า การที่ผู้กล่าวหาที่ 3 ถึงที่ 14 รวม 12 คน ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจ แรงงาน ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541และการยื่นคำร้องกล่าวหาว่าโจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมต่อคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามมิให้ลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมายสองฉบับในคราวเดียวกัน ที่ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยว่าผู้กล่าวหาที่ 3 ถึงที่ 14 ต้องเลือกถือเอาประโยชน์ตามคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงาน ไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายตามคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ในฐานะคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยทั้งสิบสี่ให้การว่าการวินิจฉัยและออกคำสั่งชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่ามีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบสี่หรือไม่ เพียงใด ดังนั้น แม้ศาล แรงงาน กลางจะวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิการได้รับเงินของผู้กล่าวหาที่ 3 ถึงที่ 14 ดังกล่าวมา ก็เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือประเด็นแห่งคดี จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาล แรงงาน กลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสี่ในส่วนนี้ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการ แรงงาน สัมพันธ์ที่ 117-134/2549 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2549 ในส่วนของผู้กล่าวหาที่ 2 และที่ 15 ถึงที่ 18 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15347/2558 บริษัทคอทโก้เมททอลเวอร์คส จำกัด โจทก์ นายอัมพร นีละโยธิน กับพวก จำเลย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 , ม. 121 , ม. 123