ฎีกาที่ 15019/2558
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 5
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การขนส่งของทางทะเลตามสัญญาจ้างเหมาระวางบรรทุกของเรือไม่ว่าทั้งลำหรือบางส่วน แต่ถ้ามีการออกใบตราส่งสำหรับของที่ขนส่งตามสัญญาจ้างเหมานั้นด้วย ห...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 39
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 39 ภายใต้บังคับมาตรา 51 มาตรา 52 มาตรา 53 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 56 และมาตรา 58 ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของ สูญหาย เสียห...
ย่อสั้น
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และมาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งในการสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์ นั้น แม้โจทก์จะไม่มีเอกสารเป็นพยานหลักฐาน แต่โจทก์ก็มีพนักงานพิจารณาสินไหมบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเหตุที่เกิดแก่สินค้าดังกล่าวมาเป็นพยานตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยาน โดยจำเลยที่ 4 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อการขนส่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศ ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยการรับขนของ ซึ่งมิได้บัญญัติว่า สัญญาเช่นนี้ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารมาแสดงจึงจะบังคับกันได้ ดังนั้น ที่โจทก์นำสืบและพยานดังกล่าวเบิกความยืนยันจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับขนสินค้านั้นทางทะเลจากท่าเรือ ซึ่งแม้จะปรากฏว่าเป็นการรับขนตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) แต่ก็มีการออกใบตราส่ง ดังนั้น การรับขนสินค้าทางทะเลในกรณีนี้ในส่วนของหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่งและผู้รับตราส่งซึ่งมิใช่ผู้จ้างเหมาจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 5 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศ จึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.การรับขนของทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 วรรคสอง โดยหน้าที่และสิทธิของจำเลยที่ 4 ให้บังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยการรับขนของดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลเพื่อขนส่งและออกใบตราส่ง ซึ่งมีข้อความว่าสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนัก 1,964,583 เมตริกตัน และมีข้อความระบุว่า "Shipped, in apparent good order and condition" และข้อความว่า "Clean on board" แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อการขนส่งสินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบตราส่ง และสินค้าอยู่ในสภาพดี และผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าที่ขนส่งกับได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่เรือ ที่ผู้รับตราส่งจัดหามา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งทางทะเลได้ส่งมอบสินค้านั้นแก่ผู้รับตราส่งแล้ว เมื่อเรือมาถึงเกาะสีชังผู้สำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้าที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างยังได้ออกรายงาน ยืนยันน้ำหนักสินค้าที่ขนส่งว่าเท่ากับที่รับไว้เพื่อการขนส่งจากต้นทาง จึงให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้มอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนัก และรายละเอียดอื่น ๆ ตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง หรือถ้าไม่ได้ออกใบตราส่งให้ไว้แก่กัน ให้สันนิษฐานว่าได้ส่งมอบของซึ่งมีสภาพดี แล้วแต่กรณี และโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าสินค้าที่ส่งมอบไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในใบตราส่ง ถือไม่ได้ว่าการที่สินค้าขาดจำนวนไป มาจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าที่ขนส่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อการที่สินค้าที่ขนส่งขาดจำนวนหรือสูญหายไปดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 4 นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่จำเลยที่ 4 ขาดจำนวนไปจากที่ได้รับไว้เพื่อการขนส่ง และโจทก์เองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด ประกอบกับตามใบกำกับสินค้าก็ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับความชื้นของสินค้าดังกล่าวไว้ด้วย ทั้งการขนส่งก็เป็นแบบเทกอง จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งขาดจำนวนไปดังกล่าวเช่นกัน ส่วนปัญหาเรื่องฝนตกอย่างฉับพลันคนเรือดึงผ้าใบปิดระวางเรือไม่ทัน เป็นเหตุให้สินค้าที่เหลืออยู่ในระวางเรือเปียกฝน เช่นนี้ถือว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ทั้งไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเพราะสามารถรู้ล่วงหน้าและป้องกันได้ในฐานะผู้ประกอบอาชีพรับขนส่งสินค้า จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งได้รับความเสียหายจำนวนนี้ด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการค้นหาสาเหตุของการที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดจากการที่จำเลยที่ 4 ไม่ชำระหนี้ด้วยการขนส่งสินค้าที่ได้รับไว้ในความดูแลให้ปลอดจากความเสียหาย เพราะเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อให้ทราบปริมาณความเสียหายและจำนวนค่าเสียหายของสินค้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุ เมื่อจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดจากเหตุสินค้าเปียกน้ำเท่านั้น จึงเห็นควรลดค่าเสียหายส่วนนี้ลงตามส่วน
ย่อยาว
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ในคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า บริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ซื้อข้าวสาลี ชนิดเวสเทิร์น ไวท์วีท เกรท 2 จำนวน 1,964,583 เมตริกตัน ราคา เมตริกตันละ 275 ดอลลาร์สหรัฐ รวมจำนวน 540,260.33 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทกาวิลอน เกรน แอลแอลซี จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเงื่อนไข ซีเอฟอาร์ เกาะสีชัง โดยผู้ขายมีหน้าที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางมายังท่าเรือปลายทางด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ขายเอง และผู้ซื้อมีหน้าที่รับมอบสินค้าจากเรือด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือคารามา มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเรืออีฟี่ ทีโอ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ตามใบตราส่ง เดินทางมาถึงเกาะสีชังเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 บริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ผู้ซื้อและผู้รับตราส่งได้จัดหาเรือลำเลียงชื่อธีรานันท์รุ่งเรือง ไปรับสินค้าทั้งหมดจากเรืออีฟี่ ทีโอ ระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 เมษายน 2555 เพื่อขนส่งต่อไปยังท่าเรือของบริษัทคิงส์ มารีน เทอร์มินอล และขนถ่ายจากเรือธีรานันท์รุ่งเรืองขึ้นรถบรรทุกระหว่างวันที่ 13 ถึง 26 พฤษภาคม 2555 เพื่อนำไปเก็บยังคลังสินค้าของบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ต่อไป วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 โจทก์ในฐานะผู้รับ ประกันภัย สินค้าไว้จากบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ได้จ่ายค่าสินไหมแทนให้บริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด หลังจากหักค่าเสียหายส่วนแรกร้อยละ 0.5 และค่าซากแล้ว 249,756.18 บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 เพราะไม่ใช่ผู้ขนส่ง โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องด้วยเรือธีรานันท์รุ่งเรือง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเพราะจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย และมาตรา 104 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น ซึ่งในการสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้นำเรือลำเลียงชื่อธีรานันท์รุ่งเรืองมารับสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องต่อจากเรืออีฟี่ ทีโอ ไปยังท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล นั้น แม้โจทก์จะไม่มีเอกสารเป็นพยานหลักฐาน แต่โจทก์ก็มีนางบุญเอื้อ พนักงานพิจารณาสินไหมบริษัทโจทก์ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเหตุที่เกิดแก่สินค้าดังกล่าวมาเป็นพยานตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า จำเลยที่ 4 ตกลงรับขนส่งสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องจากเรืออีฟี่ ทีโอ จึงได้นำเรือธีรานันท์รุ่งเรืองมาขนส่งสินค้าดังกล่าวไปยังท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล โดยจำเลยที่ 4 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อการขนส่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศ ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการรับขนของ ซึ่งมิได้บัญญัติว่า สัญญาเช่นนี้ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารมาแสดงจึงจะบังคับกันได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำสืบและพยานดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าข้าวสาลีตามคำฟ้องด้วยเรือธีรานันท์รุ่งเรืองพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ตามนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องรับผิดในการที่สินค้าที่ขนส่งสูญหาย และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในการที่สินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำหรือไม่ เพียงใด ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับขนสินค้านั้นทางทะเลจากท่าเรือคารามา มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังท่าเรือเกาะสีชัง ประเทศไทย ซึ่งแม้จะปรากฏว่าเป็นการรับขนตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) แต่ก็มีการออกใบตราส่ง ดังนั้น การรับขนสินค้าทางทะเลในกรณีนี้ในส่วนของหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่งและผู้รับตราส่งซึ่งมิใช่ผู้จ้างเหมาจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 5 ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลในประเทศจึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติการรับขนของทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 4 วรรคสอง โดยหน้าที่และสิทธิของจำเลยที่ 4 ให้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยการรับขนของ ดังกล่าวแล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลเพื่อขนส่งและออกใบตราส่ง ซึ่งมีข้อความว่าสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนัก 1,964,583 เมตริกตัน และมีข้อความระบุว่า "Shipped, in apparent good order and condition" และข้อความว่า "Clean on board" แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อการขนส่งสินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบตราส่ง และสินค้าอยู่ในสภาพดี ครั้นเรือเดินทางถึงเกาะสีชังบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ในฐานะผู้รับตราส่งมีหน้าที่รับมอบสินค้าที่ขนส่งจากเรืออีฟี่ ทีโอ และการที่เรืออีฟี่ ทีโอ ได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้แก่เรือธีรานันท์รุ่งเรือง ที่ผู้รับตราส่งจัดหามา จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งทางทะเลได้ส่งมอบสินค้านั้นแก่ผู้รับตราส่งแล้ว ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (1) การที่ผู้สำรวจสินค้าที่โจทก์ว่าจ้างคือบริษัทควอลิตี้ คาร์โก อินสเปกชั่น จำกัด ได้ออกรายงานการสำรวจ เกี่ยวกับน้ำหนักของสินค้าที่ขนส่งที่เรืออีฟี่ ทีโอ ส่งมอบแก่เรือธีรานันท์รุ่งเรืองว่า เมื่อเปิดระวางสินค้าที่ส่งมอบมีจำนวน 1,964,583 เมตริกตัน แต่เมื่อเรือธีรานันท์รุ่งเรืองส่งมอบสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล ให้แก่รถบรรทุก และมีการชั่งน้ำหนักกันที่นั่นแล้ว ปรากฏว่าสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนักจำนวนเพียง 1,942.440 เมตริกตัน ขาดไปจำนวน 22.143 เมตริกตัน และข้อเท็จจริงยังปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนการส่งมอบสินค้าที่ขนส่งที่ท่าเรือต้นทาง หน่วยงานด้านการเกษตรของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกใบรับรองน้ำหนักสินค้าที่บรรทุกลงเรืออีฟี่ ทีโอ ในวันเดียวกันกับที่มีการบรรทุกลงเรือคือวันที่ 16 มีนาคม 2555 ว่ามีน้ำหนักจำนวน 4,331,120 ปอนด์ หรือเท่ากับจำนวน 1,964.583 เมตริกตัน และเมื่อเรือมาถึงเกาะสีชังผู้สำรวจและประเมินความเสียหายของสินค้าที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างยังได้ออกรายงาน ยืนยันน้ำหนักสินค้าที่ขนส่งว่าเท่ากับที่รับไว้เพื่อการขนส่งจากต้นทาง โดยที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 49 บัญญัติว่า "เมื่อผู้รับตราส่งได้รับมอบของจากผู้ขนส่งหรือจากบุคคลตามมาตรา 40 (3) ไว้แล้ว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้มอบของซึ่งมีสภาพ จำนวน น้ำหนัก และรายละเอียดอื่นๆ ตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่ง หรือถ้าไม่ได้ออกใบตราส่งให้ไว้แก่กัน ให้สันนิษฐานว่าได้ส่งมอบของซึ่งมีสภาพดี แล้วแต่กรณี เว้นแต่ (1) ผู้รับตราส่งหรือบุคคลตามมาตรา 40 (3) และผู้ขนส่งได้ทำการสำรวจหรือตรวจสภาพของร่วมกันและจดแจ้งการสูญหายหรือเสียหายไว้แล้วก่อนที่ผู้รับตราส่งจะรับมอบของ (2) ในกรณีที่ไม่มีการสำรวจหรือตรวจสภาพของร่วมกันตาม (1) ผู้รับตราส่งได้ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้ขนส่ง ณ ท่าปลายทางก่อนรับมอบของตามวรรคหนึ่ง หรือภายในหนึ่งวันทำการถัดจากวันรับมอบของว่ามีของสูญหายหรือเสียหายพร้อมทั้งแจ้งถึงสภาพการสูญหายหรือเสียหายนั้นๆ ด้วยหรือในกรณีที่การสูญหายหรือเสียหายไม่อาจพบหรือเห็นได้จากการตรวจสภาพภายนอกแห่งของนั้น ผู้รับตราส่งได้ส่งคำบอกกล่าวภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับมอบของ" และข้อเท็จริงไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินตามข้อยกเว้นในมาตรา 49 (1) หรือ (2) ดังกล่าว กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งตรงตามน้ำหนักที่ระบุในใบตราส่ง และโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าสินค้าที่เรืออีฟี่ ทีโอ ส่งมอบแก่เรือธีรานันท์รุ่งเรือง ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในใบตราส่ง แต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมารับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางทะเลได้ส่งมอบสินค้านั้นให้แก่เรือธีรานันท์รุ่งเรืองที่ผู้รับตราส่งจัดหามามีน้ำหนักเท่าใดขาดจำนวนไปจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับไว้เพื่อการขนส่งทางทะเลเท่าใด กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการที่สินค้าขาดจำนวนไป 22.143 เมตริกตัน มาจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าที่ขนส่งอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2543 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อการที่สินค้าที่ขนส่งขาดจำนวนหรือสูญหายไปดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์มิได้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่เรือธีรานันท์รุ่งเรืองที่จำเลยที่ 4 ส่งมารับมอบสินค้าที่ขนส่งจากเรืออีฟี่ ทีโอ ที่เกาะสีชังนั้น เรือธีรานันท์รุ่งเรืองได้รับไว้เพื่อการขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งแม้ตามรายงานการสำรวจ 10 ระบุว่า เรือธีรานันท์รุ่งเรืองได้รับสินค้าที่ขนส่งจากเรืออีฟี่ ทีโอ ระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 เมษายน 2555 แต่กว่าที่จะได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่รถบรรทุกที่ท่าคิงส์ มารีน เทอร์มินอล เสร็จสิ้นต้องใช้เวลาระหว่างวันที่ 13 ถึง 26 พฤษภาคม 2555 แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่จำเลยที่ 4 ขาดจำนวนไปจากที่ได้รับไว้เพื่อการขนส่งเท่าใดและโจทก์เองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้เพื่อขนส่งเป็นจำนวนเท่าใด คงได้ความเพียงว่าเมื่อมีการชั่งน้ำหนักที่ท่าเรือคิงส์ มารีน เทอร์มินอล แล้วจึงพบว่าสินค้านั้นขาดจำนวนไปดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนึงถึงชนิดและลักษณะของสินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งแล้ว ประกอบกับตามใบกำกับสินค้าก็ได้กำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับความชื้นของสินค้าดังกล่าวไว้ด้วยว่าไม่เกินร้อยละ 13.5 ทั้งการขนส่งก็เป็นแบบเทกอง เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ได้ให้การและนำสืบต่อสู้อยู่ว่า การที่สินค้าที่ขนส่งขาดจำนวนไปนั้น อาจเกิดจากสภาพของสินค้านั้นเองได้ด้วยโดยเฉพาะในเรื่องความชื้น ซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายก็ระบุว่าเมื่อมีการทดสอบสินค้าที่ขนส่งพบว่ามีความชื้นร้อยละ 8.63 การกำหนดจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ ประกันภัย ก็มีข้อตกลงเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอา ประกันภัย ต้องรับผิดชอบเองในอัตราร้อยละ 0.5 ซึ่งเรื่องความชื้นนี้จำเลยที่ 3 โดยนายสุพิชัย ก็เบิกความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ความชื้นร้อยละ 13 (ที่ถูก 13.5) หมายถึงในข้าวสาลี 1 กิโลกรัมจะมีความชื้นได้ไม่เกินจำนวน 130 กรัม (ที่ถูก 135 กรัม) ระหว่างการขนส่งย่อมเกิดความร้อนขึ้นได้ และเป็นสาเหตุให้ความชื้นหายไปทำให้น้ำหนักสินค้าลดลง ซึ่งนางบุญเอื้อ พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความร้อนแล้วทำให้น้ำหนักสินค้าข้าวสาลีลดลง ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนเป็นร้อยละแล้วเห็นได้ว่าสินค้าที่ขาดจำนวนไปจากใบตราส่ง คิดเป็นประมาณร้อยละ 1.12 เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 3 นำสืบฟังไม่ได้ว่าสินค้าข้าวสาลีที่ขาดจำนวนไป 22.143 เมตริกตัน นั้นเกิดจากการกระทำในช่วงการขนส่งของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งขาดจำนวนไปดังกล่าวเช่นกัน ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเพื่อการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งได้รับความเสียหายเพราะเปียกน้ำฝนจำนวน 40.750 เมตริกตัน หรือไม่นั้น เห็นว่า ปรากฏตามรายงานการสำรวจสินค้าข้าวสาลีที่ขนส่ง ว่า ระหว่างขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือธีรานันท์รุ่งเรือง ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 17 นาฬิกา ฝนตกอย่างฉับพลันคนเรือดึงผ้าใบปิดระวางเรือไม่ทัน เป็นเหตุให้สินค้าที่เหลืออยู่ในระวางเรือเปียกฝน เช่นนี้ถือว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ทั้งไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเพราะสามารถรู้ล่วงหน้าและป้องกันได้ในฐานะผู้ประกอบอาชีพรับขนส่งสินค้า จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในการที่สินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งได้รับความเสียหายจำนวน 40.750 เมตริกตัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 จึงคิดเป็นความเสียหายกรณีเปียกน้ำฝนจำนวน 379,757.75 บาท หักค่าขายซากจำนวน 244,815 บาท และหักค่าเสียหายส่วนแรกจำนวน 91,541.79 บาท คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 ต้องชดใช้แก่โจทก์จำนวน 43,400.96 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการค้นหาสาเหตุของการที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายดังกล่าวจำนวน 8,080.55 บาท ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ นั้นถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดจากการที่จำเลยที่ 4 ไม่ชำระหนี้ด้วยการขนส่งสินค้าที่ได้รับไว้ในความดูแลให้ปลอดจากความเสียหาย เพราะเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อให้ทราบปริมาณความเสียหายและจำนวนค่าเสียหายของสินค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุ เมื่อจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดจากเหตุสินค้าเปียกน้ำเท่านั้น จึงเห็นควรลดค่าเสียหายส่วนนี้ลงตามส่วน โดยให้จำเลยที่ 4 รับผิดจำนวนเพียง 3,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวน 43,400.96 บาท แล้ว จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้รับ ประกันภัย ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัทคิงส์ มิลลิ่ง (สุราษฎร์ธานี) จำกัด ผู้เอา ประกันภัย ซึ่งเป็นผู้ซื้อและผู้รับตราส่งสินค้าข้าวสาลีที่ขนส่งจำนวนทั้งสิ้น 46,400.96 บาท อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 46,400.96 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15019/2558 บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทคาวอส ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 104 , ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. ม. 616 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 , ม. 40 (1) , ม. 40 (3) , ม. 49