ฎีกาที่ 14578/2557
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญา เช่าซื้อ พร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาล ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย ซึ่งสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 ระบุความรับผิดของผู้ เช่าซื้อ ในกรณีทรัพย์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไว้ว่า หากเป็นความผิดของผู้ เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดชอบชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่เจ้าของจนครบถ้วนตามสัญญา แต่หากมิใช่ความผิดของผู้ เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ซึ่งเห็นได้ว่า แม้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายอันเป็นเหตุให้สัญญา เช่าซื้อ ระงับไป จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ ก็ยังคงมีความรับผิดอันจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์นำมาเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีนี้ ส่วนจะใช้ค่าเสียหายอย่างไร เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสูญหายของรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ดังนั้น ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์จึงพอถือได้ว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายรวมอยู่ด้วยแล้ว สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 ข้างต้นมิได้กำหนดบังคับให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากแต่ได้แบ่งความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้ เช่าซื้อ รถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 ข้อ 4 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญา เช่าซื้อ คดีนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญา เช่าซื้อ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 กำหนดว่า หากทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้ เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพียงเท่าที่เจ้าของจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่า โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไป ซึ่งแม้สัญญา เช่าซื้อ จะเป็นอันระงับไปเพราะรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์นั้นได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าหากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไม่สูญหาย และจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ จนครบถ้วนทั้ง 42 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินรวม 77,209.44 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 มาเพียง 5 งวด รถยนต์ก็มาสูญหายเสียก่อน จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 68,100 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 197,420 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 41,580 บาท กับอีกเดือนละ 2,970 บาท นับถัดจากวันที่ 5 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 239,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียนยต 4912 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 224,209.44 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ และภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 42 งวด งวดละ 5,712 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 5 มกราคม 2545 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 5 ของเดือนต่อไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ 5 งวด เป็นเงิน 28,560 บาท ต่อมารถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหาย โดยมิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลฉลองกรุง โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างและบอกเลิกสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์พิพาทจากโจทก์ แล้วต่อมาผิดสัญญา โดยผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมเรียกให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญา โดยโจทก์แนบสำเนาสัญญา เช่าซื้อ พร้อมคำฟ้องและอ้างส่งต่อศาลตามสัญญา เช่าซื้อ ทั้งมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาพร้อมค่าเสียหาย ซึ่งสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 ระบุความรับผิดของผู้ เช่าซื้อ ในกรณีทรัพย์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไว้ว่า หากเป็นความผิดของผู้ เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดชอบชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่เจ้าของจนครบถ้วนตามสัญญา แต่หากมิใช่ความผิดของผู้ เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ซึ่งเห็นได้ว่าแม้รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายอันเป็นเหตุให้สัญญา เช่าซื้อ ระงับไป จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ ก็ยังคงมีความรับผิดอันจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามข้อสัญญาที่โจทก์นำมาเป็นหลักแห่งข้อหาในการฟ้องคดีนี้ ส่วนจะใช้ค่าเสียหายอย่างไร เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าความสูญหายของรถยนต์ที่ เช่าซื้อ เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ดังนั้นตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์จึงพอถือได้ว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายรวมอยู่ด้วยแล้ว ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองว่า สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 ดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพราะเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติและเป็นข้อตกลงให้คู่สัญญาต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า สัญญาข้อดังกล่าวมิได้กำหนดบังคับให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของทรัพย์โดยเด็ดขาดทุกกรณี หากแต่ได้แบ่งความรับผิดในแต่ละกรณีไว้ต่างหากจากกัน จึงมิใช่การเอาเปรียบหรือทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องรับภาระเกินกว่าที่คาดหมายตามปกติ ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวยังเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้ เช่าซื้อ รถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 ข้อ 4 (4) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเป็นประกาศฉบับที่ใช้ในขณะทำสัญญา เช่าซื้อ คดีนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในการเข้าทำสัญญา เช่าซื้อ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายในกรณีรถยนต์สูญหายและพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ซึ่งปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย เนื่องจากศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ที่เรียกให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายถือได้ว่ารวมถึงการเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายแล้วและคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้น ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปเสียทีเดียว เห็นว่า สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 กำหนดว่า หากทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ สูญหายโดยมิใช่ความผิดของผู้ เช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของจ่ายไปจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร ดังนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ จึงต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น แต่เนื่องจากโจทก์มิได้นำสืบให้ได้ความว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถาม การติดตามทรัพย์ที่ เช่าซื้อ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นไปหรือไม่ เพียงใด จึงไม่กำหนดให้ คงมีเพียงค่าเสียหายจากการที่ทรัพย์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไป ซึ่งแม้สัญญา เช่าซื้อ จะเป็นอันระงับไปเพราะรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายอันเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายเป็นราคารถยนต์นั้นได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าหากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไม่สูญหายและจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ จนครบถ้วนทั้ง 42 งวด โจทก์จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินรวม 77,209.44 บาท แต่คดีนี้โจทก์ได้รับผลประโยชน์จากจำเลยที่ 1 มาเพียง 5 งวด รถยนต์ก็มาสูญหายเสียก่อน จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 68,100 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 68,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14578/2557 บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสุไลมาน พันเต๊ะ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 572 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 35 ทวิ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540