ฎีกาที่ 16022/2557
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีประจำปี ภาษี 2551 ที่พิพาท โดยอาศัยค่ารายปีประจำปี ภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักตาม พ.ร.บ. ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 แต่เมื่อจำเลยกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางใหม่ตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานคร ที่กท 1302/222 ก่อนที่โจทก์จะยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2551 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยควรจะนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดค่ารายปีประจำปี ภาษี พิพาทด้วย เนื่องจากเป็นการกำหนดเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางประกอบการประเมิน แม้บันทึกข้อความกรุงเทพมหานครดังกล่าวจะมิได้บังคับให้ต้องกำหนดค่ารายปีเท่ากับอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางและมิได้ห้ามให้กำหนดค่ารายปีสูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แต่เมื่อปรากฏตามบันทึกดังกล่าวว่าสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ถูกกำหนดให้อยู่กลุ่ม 2 เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่อยู่ในกลุ่ม 1 ซึ่งมีค่ารายปีสูงกว่า จึงไม่อาจใช้ค่ารายปีของปี ภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีในปี ภาษี พิพาท การที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 455/1-2 ซึ่งตั้งอยู่ถนนพระรามที่ 3 ซึ่งมีความกว้างมากกว่าถนนเจริญราษฎร์อันเป็นที่ตั้งโรงเรือนของโจทก์ และมีราคาประเมินที่ดินสูงกว่า ย่อมแสดงให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจของสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ที่ได้รับประโยชน์มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินทรัพย์สินของโจทก์สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แม้จะเท่ากับค่ารายปีที่ล่วงมาแล้ว แต่เนื่องจากทรัพย์สินของโจทก์มีสภาพเศรษฐกิจแตกต่างไปจากเดิม การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดจึงมิได้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบแนวทางปฏิบัติตามบันทึกกรุงเทพมหานครดังกล่าว การกำหนดค่ารายปีและคำชี้ขาดจึงไม่ชอบ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดและให้จำเลยชำระเงิน 404,994 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ประจำปี ภาษี 2551 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยประกาศอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางใหม่ในปี 2550 ซึ่งมีอัตราค่าเช่าต่ำลง แต่จำเลยกลับนำโรงเรือนของโจทก์ไปเทียบเคียงกับโรงเรือนอื่นเพื่อเก็บ ภาษี โรงเรือนและที่ดินในอัตราเดิม ทั้งโรงเรือนที่จำเลยนำเทียบเคียงมีทำเลในทางการค้าและคมนาคมดีกว่าที่ตั้งโรงเรือนของโจทก์ รวมทั้งมีราคาประเมินของกรมที่ดินสูงกว่าด้วย จำเลยจึงต้องนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางมาใช้ให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่าพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า ค่ารายปี หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ และวรรคสาม บัญญัติว่า ในกรณีที่ทรัพย์สินนั้นให้เช่า ให้ถือว่าค่าเช่านั้นคือค่ารายปี แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าค่าเช่านั้นมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ หรือเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินกิจการเองหรือด้วยเหตุประการอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีได้ โดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา นอกจากนี้มาตรา 18 บัญญัติว่า ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้น ท่านให้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่า ภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา คดีนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี ภาษี 2551 ที่พิพาทเท่ากับค่ารายปีประจำปี ภาษี 2548 ถึงปี ภาษี 2550 ซึ่งค่ารายปีประจำปี ภาษี 2548 ถึง 2550 โจทก์ยินยอมชำระค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว โดยไม่ได้มีการร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ อันเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้คำนวณค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินซึ่งโจทก์จะต้องชำระในปีต่อมาคือประจำปี ภาษี 2551 โดยอาศัยค่ารายปีประจำปี ภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักตามพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 แต่เมื่อจำเลยกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางใหม่ตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานคร ที่กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 เรื่อง การกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเพื่อใช้ประกอบในการประเมินค่ารายปี ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ก่อนที่โจทก์จะยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินของโจทก์ประจำปี ภาษี 2551 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยควรจะนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดค่ารายปีประจำปี ภาษี พิพาทด้วย เนื่องจากราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเฉลี่ยต่อตารางเมตรที่จำเลยกำหนดขึ้นนั้นเป็นการกำหนดเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางประกอบการประเมินค่ารายปี ซึ่งกำหนดเป็นอัตราขั้นต่ำต่อตารางเมตรต่อเดือน แม้บันทึกข้อความกรุงเทพมหานครดังกล่าวมิได้บังคับให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยต้องกำหนดค่ารายปีเท่ากับอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางและมิได้ห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีในจำนวนที่สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แต่เมื่อตามบันทึกดังกล่าวปรากฏว่าสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่อยู่ในกลุ่มที่ 1 ซึ่งมีค่ารายปีสูงกว่า จึงไม่อาจใช้ค่ารายปีของปี ภาษี 2550 ที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีของปี ภาษี 2551 ที่พิพาท ซึ่งมีค่ารายปีต่ำกว่าได้ ประกอบกับการกำหนด ค่ารายปีสำหรับอาคารประเภทเดียวกันอาจแตกต่างกันได้ หากปรากฏว่าโรงเรือนแต่ละแห่งมีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่การใช้ประโยชน์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์แตกต่างกัน การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 455/1-2 ซึ่งตั้งอยู่ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร แต่โรงเรือนที่นำเทียบเคียงดังกล่าวตั้งอยู่ติดถนนพระรามที่ 3 ซึ่งมีความกว้างมากกว่าถนนเจริญราษฎร์อันเป็นที่ตั้งโรงเรือนของโจทก์ และยังมีราคาประเมินของกรมที่ดินตารางวาละ 170,000 บาท ในขณะที่ที่ดินที่ตั้งโรงเรือนโจทก์มีราคาประเมินเพียงตารางวาละ 125,000 บาท ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาย่อมแสดงให้เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจของสถานที่ตั้งโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ได้รับประโยชน์มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีทรัพย์สินของโจทก์สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลาง แม้จะเท่ากับค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้ว แต่เนื่องจากทรัพย์สินของโจทก์มีสภาพเศรษฐกิจแตกต่างไปจากเดิม การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดจึงมิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 8 และมาตรา 18 ประกอบกับแนวทางปฏิบัติตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานครฉบับดังกล่าว การกำหนดค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนโจทก์ประจำปี ภาษี 2551 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยและคำชี้ขาดจึงไม่ชอบ จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 25, 41 แห่งพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ว่า โจทก์พอใจชำระ ภาษี โรงเรือนและที่ดินเป็นเงินรวม 399,111 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืน ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่ชำระเกินเป็นเงิน 266,074 บาท เท่านั้น ศาลไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับคืน ภาษี โรงเรือนและที่ดินเกินไปกว่าคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ ฉะนั้น การที่โจทก์มาฟ้องขอคืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินเป็นเงิน 380,668 บาท จึงเกินกว่าที่ปรากฏในคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินเป็นเงินจำนวน 266,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดตามฟ้อง โดยให้จำเลยชำระเงิน 266,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16022/2557 บริษัทโตโยต้า บางกอก จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 , ม. 18