ฎีกาที่ 14670/2556
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40
พ.ศ. 2545 · approved_timeline_selection
มาตรา 40 การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้ โดยยื่...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45
พ.ศ. 2545 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 45 ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2)...
ย่อสั้น
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กรณีจึงเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาแล้ว การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามมาตรา 45 วรรคท้าย การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของผู้ร้อง แต่การที่สำนวนคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องมายังศาลฎีกาอีก การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ นั้นต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 45 (1) ถึง (5) การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์อ้างข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาอยู่กินโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ ป. และ ป. ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุให้ผู้ร้องขอสินเชื่อ เช่าซื้อ และทำประกันภัย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัยนั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการ และศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 45
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และให้ผู้คัดค้านร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นผู้คัดค้านร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ผู้คัดค้านร่วมยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยและแจ้งเหตุรถหายล่าช้าผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ การชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านร่วมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ทางไต่สวนผู้ร้องอ้างตนเองและนายปกรณ์ศักย์ เป็นพยานประกอบ ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภรรยากับนายปกรณ์ศักย์ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2547 นายปกรณ์ศักย์ซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียนบน 4199 ราชบุรี ต่อมาเปลี่ยนเป็นณร 3522 กรุงเทพมหานคร จากนางประภัสสร และนำไปจอดไว้ที่เต้นท์ขายรถมือสองของนายปกรณ์ศักย์ที่ร่วมทำกิจการกับเพื่อน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ร้องได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปขอสินเชื่อ เช่าซื้อ กับบริษัท สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการร้านหนังสือที่ผู้ร้องกับนายปกรณ์ศักย์เปิดร่วมกัน โดยผู้ร้องเป็นผู้ดูแลร้านและต้องใช้รถยนต์คันดังกล่าวในกิจการของร้านหนังสือ นายปกรณ์ศักย์มีอาชีพซื้อขายรถมือสองได้ให้รถยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้องไปทำสัญญา เช่าซื้อ ในนามของผู้ร้อง เนื่องจากเกรงว่าหากนายปกรณ์ศักย์ไปขอทำสัญญา เช่าซื้อ เอง บริษัทผู้ให้ เช่าซื้อ จะไม่อนุมัติเพราะนายปกรณ์ศักย์มีภาระสินเชื่ออื่นอยู่ ผู้คัดค้านร่วมเป็นผู้รับประกันภัยประเภทหนึ่งในรถยนต์คันดังกล่าว ตามข้อตกลงในสัญญา เช่าซื้อ โดยผู้ให้ เช่าซื้อ เป็นผู้ดำเนินการเรื่องบริษัทประกันภัยให้ผู้ร้อง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 นายปกรณ์ศักย์ให้นางประภัสสร เช่าซื้อ รถยนต์คันดังกล่าวส่งมอบรถให้นางประภัสสรครอบครอง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 นายไพโรจน์ สามีของนางประภัสสรนำรถคันดังกล่าวไปจอดบริเวณปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ถนนบางกรวย - ไทรน้อย ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี แล้วถูกคนร้ายลักไป ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านร่วมผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหาย แต่ผู้คัดค้านร่วมปฏิเสธว่าผู้ร้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถที่เอาประกันภัยและแจ้งเหตุล่าช้าผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ ผู้ร้องจึงได้ดำเนินการตามลำดับ จนเสนอเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการ แต่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถที่เอาประกันภัย ยกคำร้องผู้ร้อง ผู้คัดค้านร่วมไม่สืบพยาน พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กรณีจึงเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาแล้ว การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 45 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์และส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของผู้ร้อง แต่การที่สำนวนคดีนี้มาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องมายังศาลฎีกาอีก และเห็นว่า การจะอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการได้นั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์อ้างข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาอยู่กินโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับนายปกรณ์ศักย์ นายปกรณ์ศักย์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุให้ผู้ร้องไปขอสินเชื่อ เช่าซื้อ และทำประกันภัยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัย นั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการ และศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14670/2556 นางสาวศศิกัญชนา ภิรมย์เณร ผู้ร้อง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย ผู้คัดค้าน บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด ผู้คัดค้านร่วม ป.วิ.พ. ม. 243 , ม. 247 , ม. 249 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 , ม. 45