ฎีกาที่ 13399/2556
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการ มรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดในกอง มรดก ต้องร้องขอเสียก่อนที่การปัน มรดก เสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการปันทรัพย์ มรดก รายนี้ได้เสร็จสิ้นลงแล้วก่อนที่ผู้คัดค้านจะมายื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าการจัดการ มรดก ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะผู้ร้องยักยอกทรัพย์ มรดก ไปเป็นของผู้ร้องและสามีเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการจัดการ มรดก โดยทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ข้ออ้างดังกล่าวอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ได้ก็ตาม แต่หาเป็นเหตุทำให้การจัดการ มรดก ยังไม่เสร็จสิ้นลงแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเป็นการขยายอายุความ มรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ออกไปอีกไม่สิ้นสุดเพราะเหตุที่กอง มรดก อยู่ในระหว่างจัดการโดยมีผู้จัดการ มรดก ครอบครองแทนตามมาตรา 1748
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายจินดา ผู้ตาย เมื่อปี 2513 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการ มรดก เป็นผู้จัดการ มรดก แทน ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายจินดา เจ้า มรดก กับนางจีบ ผู้เป็นภริยา มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ ผู้ร้อง นางสาวมาลัยและนางมาลา เจ้า มรดก ถึงแก่กรรมในปี 2512 โดยมีผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ตามคำสั่งศาล ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10/2513 ตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้น ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2513 นางมาลามีสามีชื่อนายประเทศ มีบุตรชายชื่อนายเทพชัย นายเทพชัยมีภริยาคือผู้คัดค้าน นางมาลาและนายเทพชัยถึงแก่กรรมแล้วในปี 2517 และ 2551 ตามลำดับ ก่อนถึงแก่กรรมในวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 นายเทพชัยโดยผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ ได้ฟ้องผู้ร้องขอแบ่งทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 379/2552 ของศาลชั้นต้น และหลังจากนายเทพชัยถึงแก่กรรมแล้ว ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ผู้คัดค้านได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ร้องในข้อหายักยอกทรัพย์ มรดก ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยโดยมีผู้คัดค้านเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1608/2552 ของศาลชั้นต้น ขณะเดียวกันในวันที่ 14 สิงหาคม 2551 ผู้คัดค้านก็ได้ยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก แทนเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การปันทรัพย์ มรดก รายนี้เสร็จสิ้นลงแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของเจ้า มรดก ตามคำสั่งศาลชั้นต้นมาตั้งแต่ปี 2513 ก่อนที่ผู้คัดค้านมาเป็นสะใภ้ของครอบครัวนางมาลาผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของเจ้า มรดก นานถึง 27 ปี ตามคำเบิกความของผู้คัดค้านคงปรากฏเพียงว่าผู้ร้องได้โอนที่ดิน มรดก 8 แปลง มาเป็นของตนเอง กับนำที่ดิน มรดก อีก 7 แปลง ไปโอนขายแก่บุคคลภายนอก และนำเงิน มรดก ไปซื้อที่ดินในชื่อของผู้ร้องกับสามีอีกหลายแปลง ไม่ปรากฏเลยว่ายังเหลือทรัพย์ มรดก อะไรบ้างที่รอการจัดการอยู่อีก กลับปรากฏจากคำเบิกความของผู้คัดค้านที่ตอบคำถามค้านของทนายผู้ร้องว่า ไม่ทราบว่าผู้ร้องจะดำเนินการจัดการทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก เสร็จสิ้นตั้งแต่นางจีบผู้เป็นภริยาเจ้า มรดก ถึงแก่กรรมแล้วหรือไม่ เจือสมกับคำเบิกความของผู้ร้องว่าปัจจุบันไม่มีทรัพย์ มรดก ของเจ้า มรดก ที่จะแบ่งให้แก่ทายาทอีกแล้ว คดีจึงฟังได้ว่าการปันทรัพย์ มรดก รายนี้เสร็จสิ้นลงแล้วก่อนที่ผู้คัดค้านจะมายื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า การจัดการทรัพย์ มรดก ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะผู้ร้องยักยอกทรัพย์ มรดก ไปเป็นของผู้ร้องและสามีเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นการจัดการ มรดก โดยทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตราบใดส่วนของนายเทพชัยสามีผู้คัดค้านยังไม่ได้รับส่วนแบ่งจากกอง มรดก ของเจ้า มรดก ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์ มรดก ของผู้ร้องยังไม่เสร็จสิ้นลงนั้น ศาลฎีกาก็เห็นว่าแม้ข้ออ้างดังกล่าวอาจเป็นเหตุในการร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ได้ก็ตาม แต่หาเป็นเหตุทำให้การจัดการ มรดก หรือการปันทรัพย์ มรดก รายนี้ยังไม่เสร็จสิ้นลงแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับเป็นการขยายอายุความ มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ออกไปอีกไม่สิ้นสุดเพราะเหตุที่กอง มรดก อยู่ระหว่างจัดการโดยมีผู้จัดการ มรดก ครอบครองแทนตามมาตรา 1748 ฉะนั้น แม้ผู้คัดค้านจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกอง มรดก ส่วนที่ตกได้แก่สามีของตนก็ตาม แต่เมื่อการปัน มรดก ของเจ้า มรดก เสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่อาจร้องขอถอนผู้จัดการ มรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง แล้วขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก แทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13399/2556 นางมาลี ชัยมังคโล ผู้ร้อง นางพิมพ์พรรณ ภูรัต ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1727 วรรคหนึ่ง , ม. 1748 , ม. 1754