ฎีกาที่ 21414/2556
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การกระทำของ ส. ที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ ที่ดิน ของโจทก์มาแต่ต้นก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดในขณะนั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับเอา ที่ดิน ไว้จากโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่ง ส. ทำไว้แทนตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 806 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันข้อสัญญาที่นายสมหมายให้ไว้ต่อโจทก์ว่าจะหา ที่ดิน มาแลกเปลี่ยนกับ ที่ดิน ของโจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 12054 ตำบลเพ็ญอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี และให้จำเลยทั้งสองโอน ที่ดิน ดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรม การให้ ที่ดิน แก่จำเลยที่ 1 ได้หรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์แบ่ง ที่ดิน และจดทะเบียนยกให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี เกิดจากการที่นายสมหมายหัวหน้าชุดก่อสร้างทางสายเพ็ญ-สินเจริญ สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสังกัดของจำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอ ที่ดิน ของโจทก์เพื่อสะดวกในการก่อสร้างทางสายดังกล่าว โดยมีการพูดจูงใจและให้สัญญาต่อโจทก์ว่าจะหา ที่ดิน มาแลกเปลี่ยนกับ ที่ดิน โจทก์ มิได้เกิดจากความประสงค์ของโจทก์ที่จะบริจาค ที่ดิน ให้แก่หน่วยงานราชการโดยแท้จริงมาแต่แรกแต่อย่างใด เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 167 โดยโจทก์เป็นเพียงชาวบ้านในชนบทและนายสมหมายเป็นหัวหน้าชุดในการก่อสร้างทาง การแสดงออกของนายสมหมายย่อมทำให้โจทก์เข้าใจและเชื่ออย่างสนิทใจว่านายสมหมายเป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ ในการแลกเปลี่ยน ที่ดิน กับโจทก์ได้ ทั้งในการโอน ที่ดิน ที่ต้องโอนให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ก็เชื่อว่าเป็นเพราะสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี มิได้มีสภาพเป็นนิติบุคคลที่จะรับโอน ที่ดิน ได้ จึงต้องให้จำเลยที่ 1 อันเป็นต้นสังกัดและเป็นนิติบุคคล เป็นผู้รับโอน ที่ดิน เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี การทำนิติกรรมในลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงชาวบ้านสูงวัยจะสามารถคิดและไปดำเนินการเองได้และโดยเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่ได้กระทำไป หากแต่เชื่อว่าเกิดจากการดำเนินการของจำเลยที่ 1 สืบเนื่องจากที่นายสมหมายได้ดำเนินการไว้มากกว่า และการกระทำของนายสมหมายที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ ที่ดิน ของโจทก์มาตั้งแต่ต้นก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดในขณะนั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับเอา ที่ดิน ไว้จากโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อได้แสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งนายสมหมายทำไว้แทนตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 806 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันข้อสัญญาตามที่นายสมหมายให้ไว้ต่อโจทก์ว่าจะหา ที่ดิน มาแลกเปลี่ยนกับ ที่ดิน โจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายสมหมายว่า ขณะที่นายสมหมายให้สัญญาไว้ต่อโจทก์ไม่มี ที่ดิน ที่จะนำไปแลกเปลี่ยนกับโจทก์ หากแต่นายสมหมายเพียงคาดหวังว่าจะมีผู้ใจบุญยก ที่ดิน ให้แล้วจึงจะนำไปแลกเปลี่ยนให้แก่โจทก์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายสมหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงเรื่องที่จะนำ ที่ดิน ไปแลกเปลี่ยนกัน โจทก์ย่อมไม่ยก ที่ดิน ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นแน่ ดังนั้น การที่โจทก์จดทะเบียนยกให้ ที่ดิน แก่จำเลยที่ 1 เนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี จึงเกิดจากการสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรมว่าเป็นการแลกเปลี่ยน ที่ดิน กัน มิใช่เป็นการให้โดยเสน่หาและโดยไม่มีค่าตอบแทน อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างและฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมให้ ที่ดิน กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะคู่สัญญาและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 คืน ที่ดิน ให้แก่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และการที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมกับให้จำเลยทั้งสองคืน ที่ดิน ให้แก่โจทก์ ไม่เป็นกรณีที่ต้องไปดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 เพราะมิใช่เป็นการโอนแก่กันตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองโอน ที่ดิน ดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม การให้ ที่ดิน ดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมกลับมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนด ที่ดิน โดยทันที และประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงาน ที่ดิน ดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น จึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการตามคำขอของโจทก์ดังกล่าว พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาให้ ที่ดิน เนื้อที่ 10 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 103 ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งต่อมาออกเป็นโฉนด ที่ดิน เลขที่ 12054 ตำบลเพ็ญ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ประโยชน์ของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2523 เสีย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21414/2556 นางบุญชู โพนธาตุ โจทก์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 806