ฎีกาที่ 11100/2556
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โรงงานยาสูบเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง (จำเลยที่ 1) ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง มีระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ต่อมาปี 2538 โรงงานยาสูบจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยาสูบซึ่งจดทะเบียนแล้ว (จำเลยที่ 2) ขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ทำให้พนักงานยาสูบซึ่งเป็นพนักงานอยู่ก่อนการจัดตั้งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลือกรับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 หรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แล้วจะไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ระบุให้มีการโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 นำมาเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนของจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นลูกจ้างของโรงงานยาสูบก่อนการจัดตั้งจำเลยที่ 2 โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เท่ากับโจทก์ยินยอมให้โรงงานยาสูบผู้เป็นนายจ้างโอนเงินกองทุนบำเหน็จของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจและหน้าที่จัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีอำนาจออกข้อบังคับใช้ในการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยมีข้อบังคับในเรื่องนี้ใช้บังคับมาก่อน ไม่ใช่กรณีการออกข้อบังคับเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้าง แรงงาน ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้าง แรงงาน นั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตาม พ.ร.บ. แรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 29 วรรคสอง นั้นหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ตามมาตรา 25 ถึงมาตรา 27 และต้องเป็นกรณีการทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน เท่านั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 29 วรรคสอง ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันสมาชิกของจำเลยที่ 2
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ จำนวน 909,976.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพนักงานของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 โรงงานยาสูบมีระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ว่าพนักงานยาสูบที่ถูกไล่ออกเพราะละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 5 วัน ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จและเงินชดเชย และในกรณีถูกปลดออก ผู้อำนวยการยาสูบมีอำนาจที่จะสั่งตัดทอนเงินบำเหน็จของผู้ถูกปลดออกลงได้ตามแต่จะเห็นสมควร แต่เมื่อตัดทอนแล้วบำเหน็จที่จะได้รับต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาปี 2538 โรงงานยาสูบตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยาสูบซึ่งจดทะเบียนแล้ว คือจำเลยที่ 2 ขึ้นมามีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยาสูบซึ่งจดทะเบียนแล้ว พ.ศ.2538 ทำให้พนักงานยาสูบซึ่งเป็นพนักงานอยู่ก่อนที่กองทุนจะจัดตั้งขึ้นมามีสิทธิเลือกที่จะรับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 หรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แล้ว ตามระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ข้อ 10 จะทำให้พนักงานยาสูบที่เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและตามข้อบังคับกองทุนจำเลยที่ 2 ระบุให้มีการโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบของพนักงานที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 รวมทั้งของโจทก์ด้วยนำมาเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนของจำเลยที่ 2 โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 และได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เท่ากับว่าโจทก์ยินยอมให้โรงงานยาสูบนายจ้างโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกัน จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติ แรงงาน สัมพันธ์ พ.ศ.2518 (ที่ถูกเป็นมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติ แรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543) ต่อมาวันที่ 10 ถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ขาดงานรวม 5 วันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้อำนวยการยาสูบตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์แล้วลงโทษปลดโจทก์ออกจากงานฐานละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มขาดงานเป็นต้นไปตามคำสั่งที่ 14/2548 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2548 คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงมีผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 ในวันที่ 20 เมษายน 2548 โจทก์ยื่นหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอรับเงินในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จำเลยที่ 2 โอนเฉพาะเงินสะสมและผลประโยชน์ซึ่งเป็นส่วนของโจทก์จำนวน 94,201.35 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2548 แต่เงินสมทบและผลประโยชน์ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 นายจ้าง จำนวน 909,976.67 บาท ที่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมจ่ายให้โจทก์อ้างว่าตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อที่ 44.2.1 จำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินดังกล่าวแก่สมาชิกในกรณีถูกลงโทษปลดออกจึงชอบแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 2 หาได้เป็นการเข้าทำสัญญาโดยสมัครใจดังศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ เนื่องจากโจทก์ไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ และหากทราบว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้ลดลงโจทก์ย่อมไม่เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ดังนั้นข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 เป็นข้อบังคับเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยพลการ เป็นข้อบังคับขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาล แรงงาน กลางที่ฟังข้อเท็จจริงว่าพนักงานยาสูบมีสิทธิเลือกที่จะรับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 หรือสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีความหมายว่าโจทก์เลือกสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ด้วยความสมัครใจเอง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 ที่ว่าจำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินให้แก่สมาชิกที่ถูกปลดออกหรือไล่ออก ซึ่งแต่เดิมแม้ถูกปลดออกก็จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานยาสูบโดยจะจ่ายเท่าใดอยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการยาสูบ การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงโดยพลการทำให้ลูกจ้างของโรงงานยาสูบขาดสิทธิประโยชน์ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย แรงงาน สัมพันธ์ (ที่ถูกเป็นกฎหมาย แรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์)นั้น เห็นว่า ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงว่าหลังจากจัดตั้งจำเลยที่ 2 ขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินกองทุนบำเหน็จของพนักงานที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 รวมทั้งโจทก์ด้วยไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 30.2 และโจทก์ยินยอมสมัครใจเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงเท่ากับโจทก์ยินยอมให้โรงงานยาสูบนายจ้างโอนเงินจากกองทุนบำเหน็จของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการนั่นเอง โรงงานยาสูบนายจ้างจึงหมดความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการเงินของโจทก์ที่โอนจากกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบไปให้จำเลยที่ 2 อีกต่อไป หลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบของโจทก์จากโรงงานยาสูบนายจ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจและหน้าที่จัดการเงินกองทุนของจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย การที่จำเลยที่ 2 ออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วใช้บังคับในการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจทำได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยมีข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวใช้บังคับมาก่อน มิใช่เป็นกรณีการออกข้อบังคับอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้าง แรงงาน ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้าง แรงงาน นั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามพระราชบัญญัติ แรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 29 วรรคสอง นั้น เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากมาตรา 25 ถึง 27 ซึ่งเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้อง การเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้ การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และการที่นายจ้างนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แล้วต่อด้วยมาตรา 29 วรรคสอง ดังนั้น "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" ตามมาตรา 29 วรรคสอง จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ตามมาตรา 25 ถึงมาตรา 27 และต้องเป็นกรณีการทำสัญญากับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน เท่านั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 29 วรรคสอง ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันสมาชิกของจำเลยที่ 2 โจทก์ยินยอมเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ที่ศาล แรงงาน กลางพิพากษาว่าโจทก์ถูกลงโทษปลดออกจากงานฐานละทิ้งหน้าที่ ตามคำสั่งที่ 14/2548 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2548 และคำสั่งถึงที่สุด โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 ที่กำหนดว่าจำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่สมาชิกเนื่องจากกระทำผิดระเบียบว่าด้วยวินัยพนักงานยาสูบและถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11100/2556 นางบุณยรัตน์ บุญยรัตพันธุ์หรือสุขเจริญ โจทก์ กระทรวงการคลัง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7 พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 29 วรรคสอง