ฎีกาที่ 11408/2556
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญา ค้ำประกัน มีข้อความระบุว่า โจทก์ตกลง ค้ำประกัน การชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริงของสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2539 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 460,000 บาท การ ค้ำประกัน สินเชื่อดังกล่าวหากผู้กู้เบิกใช้ไม่เต็มวงเงินตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ไม่มีสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกัน หรือสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง ให้ถือว่าหนังสือ ค้ำประกัน นี้เป็นอันสิ้นผลโดยทันที หรือให้ถือว่าวงเงิน ค้ำประกัน ตามวรรคแรกลดลงตามส่วนตามแต่กรณีไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันไว้จำนวน 540,000 บาท ชำระต้นเงินไปแล้วจำนวน 350,000 บาท คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมลดลงตามส่วนจากยอดต้นเงินคงเหลือจำนวน 650,000 บาท โดยนำหลักประกันที่จดทะเบียนจำนองไว้จำนวน 540,000 บาท มาหักออกจากยอดต้นเงินคงเหลือตามที่สัญญา ค้ำประกัน ระบุไว้เป็นหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน เป็นเงินจำนวน 110,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามจำนวนหนี้ที่สัญญา ค้ำประกัน กำหนดไว้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ค้ำประกัน เท่านั้น
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 514,128.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 497,071.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,071.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548) ต้องไม่เกิน 17,057.05 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 350,000 บาทให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปแล้ว คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ แต่โจทก์กลับชำระต้นเงินจำนวน 325,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำขอรับค่าประกันชดเชยจำนวน 172,071.92 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 497,071.92 บาทให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งควบรวมกิจการกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแทนจำเลยที่ 1 โดยทางพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาเป็นไปเลยว่าเหตุใดโจทก์จึงต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัญญา ค้ำประกัน แล้วมีข้อความระบุว่าโจทก์ตกลง ค้ำประกัน การชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริงของสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2539 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 460,000 บาท การ ค้ำประกัน สินเชื่อดังกล่าวหากผู้กู้เบิกใช้ไม่เต็มวงเงินตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ไม่มีสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกัน หรือสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง ให้ถือว่าหนังสือ ค้ำประกัน นี้เป็นอันสิ้นผลโดยทันที หรือให้ถือว่าวงเงิน ค้ำประกัน ตามวรรคแรกลดลงตามส่วนตามแต่กรณีไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 1,000,000 บาทและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันไว้จำนวน 540,000 บาท ชำระต้นเงินไปแล้วจำนวน 350,000 บาท คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมลดลงตามส่วนจากยอดต้นเงินคงเหลือจำนวน 650,000 บาท โดยนำหลักประกันที่จดทะเบียนจำนองไว้จำนวน 540,000 บาทมาหักออกจากยอดต้นเงินคงเหลือตามที่สัญญา ค้ำประกัน ระบุไว้เป็นหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญา ค้ำประกัน เป็นเงินจำนวน 110,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามจำนวนหนี้ที่สัญญา ค้ำประกัน กำหนดไว้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา ค้ำประกัน เท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญา ค้ำประกัน ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11408/2556 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โจทก์ นายทิวา ไชยวงศ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 693