ฎีกาที่ 21294/2556
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ผู้ร้องและผู้บริหารของผู้ร้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส - เบนซ์ เป็นอย่างดี ก่อนที่ผู้ร้องลงนามทำ สัญญา การจัดจำหน่ายกับผู้คัดค้านนั้น ผู้ร้องมีโอกาสพิจารณาข้อ สัญญา ต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนและย่อมรู้ว่ามีข้อ สัญญา ใดบ้างที่เอารัดเอาเปรียบผู้ร้องหรือทำให้ผู้ร้องต้องรับภาระเกินกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ทั้งย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงทางธุรกิจอันเนื่องมาจากการถูกบอกเลิก สัญญา รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับจาก สัญญา การจัดจำหน่าย จึงได้มีการลงนามทำ สัญญา กับผู้คัดค้าน และเมื่อพิจารณามาตรา 4 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อ สัญญา ที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบัญญัติว่า "ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่ สัญญา อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่ สัญญา อีกฝ่ายหนึ่ง" แต่กรณีของผู้ร้องไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำ สัญญา กับผู้คัดค้านแต่อย่างใด สัญญา ข้อ 14 (1) ก็ให้สิทธิแก่คู่ สัญญา ทั้งสองฝ่ายที่จะบอกเลิก สัญญา ได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 386 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ที่บัญญัติว่า "ถ้าคู่ สัญญา ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิก สัญญา โดยข้อ สัญญา หรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิก สัญญา เช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" ถือได้ว่าผู้ร้องมีเสรีภาพและสมัครใจเข้าทำ สัญญา กับผู้คัดค้านบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ข้อ สัญญา ข้อ 14 (1) ใน สัญญา การจัดจำหน่ายไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้ผู้ร้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบผู้ร้อง จึงไม่เป็นข้อ สัญญา ที่ไม่เป็นธรรม
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าขาดกำไรอันเนื่องมาจากการที่ผู้คัดค้านไม่ทำการมอบรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องจำนวน 9 คัน เป็นเงินจำนวน 1,835,975 บาท เงินโบนัสให้แก่ผู้ร้องจากการขายอะไหล่ได้ตามสัดส่วนคิดเป็นเงินจำนวน 926,250 บาท ค่าอะไหล่คืนแก่ผู้ร้องเป็นเงินจำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับจำนวนเงินและค่าเสียหายที่คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดให้ผู้คัดค้านรับผิดชดใช้แก่ผู้ร้องนับแต่วันที่มีคำชี้ขาดจนกว่าจะมีการชำระเงินและค่าเสียหายดังกล่าวทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นปัญหาข้อกฎหมายจึงให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่ค้าน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายจำนวน 27,799.05 บาท แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อปี 2543 ผู้คัดค้านแต่งตั้งให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส - เบนซ์ ของผู้คัดค้าน ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำ สัญญา จัดจำหน่ายฉบับใหม่ลงวันที่ 1 มีนาคม 2546 โดยข้อที่ 14 (1) ของ สัญญา ระบุว่า สัญญา มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2546 มีผลบังคับเป็นเวลาเวลา 12 เดือน นับจากวันมีผลบังคับ หากผู้คัดค้านหรือผู้ร้องไม่ได้บอกเลิก สัญญา แก่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นระยะเวลาล่วงหน้า 90 วัน ก่อนวันสิ้นอายุ สัญญา ให้ถือว่า สัญญา นี้มีผลใช้บังคับต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แต่ผู้คัดค้านหรือผู้ร้องมีสิทธิที่จะบอกเลิก สัญญา ณ เวลาใด ๆ ก็ได้โดยมีหนังสือบอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรแก่อีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้าเป็นเวลา 90 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2548 ผู้คัดค้านบอกเลิก สัญญา กับผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านแล้วตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ วันที่ 29 ตุลาคม 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการบางข้อและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องและผู้บริหารของผู้ร้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นอย่างดี ก่อนที่ผู้ร้องจะลงนามทำ สัญญา การจัดจำหน่ายกับผู้คัดค้านนั้น ผู้ร้องมีโอกาสพิจารณาข้อ สัญญา ต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนและย่อมรู้ว่ามีข้อ สัญญา ใดบ้างที่เอารัดเอาเปรียบผู้ร้องหรือทำให้ผู้ร้องต้องรับภาระเกินกว่าที่พึงคาดหมายได้ตามปกติ ทั้งย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงทางธุรกิจอันเนื่องมาจากการถูกบอกเลิก สัญญา รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและผลประโยชน์ที่จะได้รับจาก สัญญา การจัดจำหน่าย จึงได้มีการลงนามทำ สัญญา กับผู้คัดค้าน และเมื่อพิจารณามาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อ สัญญา ที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ซึ่งบัญญัติว่า "ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่ สัญญา อีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่ สัญญา อีกฝ่ายหนึ่ง" แต่กรณีของผู้ร้องไม่ได้ตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหรือจำยอมก่อนจะเข้าทำ สัญญา กับผู้คัดค้านแต่อย่างใด สัญญา ข้อ 14 (1) ก็ให้สิทธิแก่คู่ สัญญา ทั้งสองฝ่ายที่จะบอกเลิก สัญญา ได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 386 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า "ถ้าคู่ สัญญา ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิก สัญญา โดยข้อ สัญญา หรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิก สัญญา เช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" ถือได้ว่าผู้ร้องมีเสรีภาพและสมัครใจเข้าทำ สัญญา กับผู้คัดค้านบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ทั้งการบอกเลิก สัญญา ของผู้คัดค้านเป็นการใช้สิทธิที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของ สัญญา ข้อ 14 (1) และมาตรา 386 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว โดยไม่จำต้องมีเหตุอันสมควรตาม สัญญา ข้อ 14 (2) ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ข้อ สัญญา ข้อ 14 (1) ใน สัญญา การจัดจำหน่ายไม่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้ผู้ร้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติหรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ผู้คัดค้านได้เปรียบผู้ร้อง จึงไม่เป็นข้อ สัญญา ที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อ สัญญา ที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่มีส่วนใดขัดต่อบทกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ผู้ร้องไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ว่าไม่ตรงอย่างไร ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21294/2556 บริษัท เบนซ์ยนต์วิชัย จำกัด ผู้ร้อง บริษัท เดมเลอร์ ไครสเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัท เมอร์เซเดส - เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคสาม ป.พ.พ. ม. 386 วรรคหนึ่ง