ฎีกาที่ 9993-9995/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
เมื่อจำเลยนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ทั้งหมดส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมถือว่าสัญญา เช่าซื้อ ทุกฉบับเลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่า เช่าซื้อ คงเหลือนับแต่วันที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันอีกต่อไป และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธินำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายล่วงหน้าเพื่อชำระค่า เช่าซื้อ คงเหลือไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4
ย่อยาว
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำเลยทั้งสามสำนวนต่อกันและต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1248/2543, 591/2544 และ 592/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา บริษัทอีซูซุ เสนียนต์นครสวรรค์ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 เดือน นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1248/2543 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2534 และวันที่ 12 ธันวาคม 2534 นางตอง เช่าซื้อ รถบรรทุกสิบล้อพร้อมดั๊มและลูกพ่วงดั๊มจากโจทก์ร่วมรวม 8 คัน ทำสัญญา เช่าซื้อ 8 ฉบับ มีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและชำระค่า เช่าซื้อ โดยจำเลยออกเช็คตามจำนวนงวดค่า เช่าซื้อ 4 สัญญาแรก 36 ฉบับ และ 4 สัญญาหลัง 36 ฉบับ มอบให้โจทก์ร่วม และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุกับโจทก์ร่วมอีก 1 คัน โดยจำเลยออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ รวม 24 ฉบับ สั่งจ่ายเงินฉบับละ 84,338 บาท มอบให้โจทก์ร่วม ซึ่งเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2541 และวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 เป็นเช็คชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 13 และ 17 ต่อมาเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหลายฉบับ มีค่า เช่าซื้อ ค้างชำระตามสัญญา เช่าซื้อ รถบรรทุกสิบล้อพร้อมดัมพ์และลูกพ่วงดั๊ม 8 สัญญา รวม 17 งวด เป็นเงิน 2,360,858 บาท และตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุรวม 10 งวด เป็นเงิน 843,380 บาท เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2541 จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยถนนมาตุลี-นครสวรรค์ ให้โจทก์ร่วม 12 ฉบับ เพื่อชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระดังกล่าว เช็คพิพาทลงวันที่ 27 มกราคม 2541 สั่งจ่ายเงิน 416,626 บาท กับเช็คอื่นเป็นเช็คชำระค่างวดค้างตามสัญญา เช่าซื้อ รถบรรทุกสิบล้อพร้อมดัมพ์และลูกพ่วงดัมพ์ เช็คพิพาทลงวันที่ 27 มกราคม 2541 สั่งจ่ายเงิน 168,676 บาท และวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 สั่งจ่ายเงิน 224,901 บาท กับเช็คอื่นเป็นเช็คชำระค่างวดค้างตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ ต่อมาเมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินแล้ว แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งห้าฉบับ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลงลายมือสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับมอบให้โจทก์ร่วมโดยมีการเขียนข้อความจำนวนเงิน ลงชื่อโจทก์ร่วมในช่องผู้รับเงินและลงวันที่สั่งจ่ายครบถ้วนแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไปเพราะคดีเลิกกันหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ทุกคันคืนแก่โจทก์ร่วมแล้ว สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันเลิกกัน มูลหนี้ตามสัญญา เช่าซื้อ ที่จำเลยออกเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมจึงสิ้นผลผูกพัน เห็นว่า เช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยออกให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระค่า เช่าซื้อ และค่า เช่าซื้อ ค้างชำระตามสัญญา เช่าซื้อ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนดโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงินแล้ว แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสี่ฉบับเพราะจำเลยมีเงินในบัญชีไม่พอจ่ายตามเช็ค การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แม้ต่อมาจำเลยจะนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ส่งมอบคืนโจทก์ร่วม อันเป็นผลให้สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันก็ตาม ก็หาทำให้ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้วระงับไปไม่ จำเลยยังคงต้องรับผิดตามมูลหนี้ที่ค้างชำระ คดีอาญาจึงยังไม่เลิกกัน ส่วนเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ทั้งหมดส่งมอบคืนแก่โจทก์ร่วมแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ถือว่าสัญญา เช่าซื้อ ทุกฉบับเลิกกันตั้งแต่วันดังกล่าวจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่า เช่าซื้อ คงเหลือนับแต่วันที่สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันอีกต่อไป และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธินำเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายล่วงหน้าเพื่อชำระค่า เช่าซื้อ คงเหลือไปเรียกเก็บเงินได้อีก เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายไว้และยังไม่ถึงกำหนดชำระเงินจึงไม่มีมูลหนี้กันอีกต่อไป การที่โจทก์ร่วมยังคงนำเช็คพิพาทลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเช็คชำระค่า เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์อีซูซุ งวดที่ 17 ไปเรียกเก็บเงิน ภายหลังสัญญาสิ้นสุดแล้ว แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยก็ไม่มีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เพียง 4 กรรม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ให้ยกฟ้องสำหรับเช็คพิพาทฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2541 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9993 - 9995/2555 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์ โจทก์ บริษัทอีซูซุเสนียนต์นครสวรรค์ จำกัด โจทก์ร่วม นายวรเทพ อุดมการเกษตร จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4