ฎีกาที่ 9203/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต่อมามีการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลางที่เกินกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระแก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ตามสัญญา เช่าซื้อ ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย เงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลางดังกล่าว จึงเป็นทรัพย์อันพึงริบตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้คำร้องขอให้ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียนบท 7182 พิษณุโลก หรือเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดจำนวน 123,559.69 บาท รถยนต์หมายเลขทะเบียนป - 1240 พิษณุโลก โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 2 เครื่อง เงินสด 11,000 บาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น และพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้คำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอศาลได้พิจารณายกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอศาลคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ระหว่างพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 2 ขอถอนคำร้องคัดค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะผู้คัดค้านที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดรถยนต์หมายเลขทะเบียนบท 7182 พิษณุโลก จำนวน 123,559.69 บาท และรถยนต์หมายเลขทะเบียนบท 1240 พิษณุโลก (ที่ถูก หมายเลขทะเบียนป - 1240 พิษณุโลก) ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31 คำขอให้ริบทรัพย์รายการอื่นให้ยกและคืนแก่เจ้าของ ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ ข้อ 13 เมื่อสัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดและผู้ให้ เช่าซื้อ ได้รับรถกลับคืนมา ผู้ให้ เช่าซื้อ ตกลงว่าหากนำรถออกขายได้เกินกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา ผู้ให้ เช่าซื้อ จะคืนเงินส่วนเกินนั้นให้แก่ผู้ เช่าซื้อ แต่หากได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ผู้ เช่าซื้อ ตกลงรับผิดส่วนที่ขาดเฉพาะในกรณีที่ผู้ให้ เช่าซื้อ ได้ขายตามวิธีประมูลหรือขายทอดตลาดที่เหมาะสมเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเงินจำนวน 123,559.69 บาท เป็นเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลางเกินกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญา เช่าซื้อ เงินจำนวนดังกล่าวจึงต้องตกเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ตามที่ระบุไว้ในสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นเจ้าของเงินจำนวน 123,559.69 บาท เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้คำร้องให้ริบเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเงินจำนวนดังกล่าว จึงมีสิทธิยื่นคำคัดค้านได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องที่ให้ริบเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดรถยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2555 พนักงานอัยการจังหวัดเลย ผู้ร้อง จ่าสิบเอกสุวิทย์ เผือกทอง กับพวก ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30