ฎีกาที่ 15214/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อพยานหลักฐานโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้เด็กชาย น. กระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 จึงลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ได้ เมื่อฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการสนับสนุนให้เด็กชาย น. กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ ได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกคนหนึ่ง ร่วมกัน ลักทรัพย์ ของผู้เสียหายครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก แต่เมื่อได้ความว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ เท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวการ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83 กับให้คืนทรัพย์ที่ลักไปหรือใช้ราคา 130,100 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 จำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 130,100 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการที่เด็กชาย น. ลักพระเครื่องของผู้เสียหายไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีนายประดิษฐ์ ผู้เสียหาย เด็กชาย น. นายสุมิท และนางทองมี เป็นพยาน โดยต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันเป็นลำดับว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2548 เด็กชาย น. ไปโรงพยาบาลบางปลาม้าพร้อมกับนางลำดวน ซึ่งเป็นป้า โดยจำเลยเป็นคนขับรถพาไป ระหว่างที่นางลำดวนเข้าไปในโรงพยาบาล จำเลยบอกเด็กชาย น. ว่า ถ้าอยากได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เอาพระเครื่องจากบ้านผู้เสียหายมาให้ 3 องค์ วันรุ่งขึ้นเด็กชาย น. จึงปีนขอบหน้าต่างบ้านผู้เสียหายขึ้นไปเอาพระเครื่องซึ่งอยู่บนหิ้งพระไป 3 องค์ โดยเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง เนื้อผงสีขาวหม่น พระซุ้มกอหลวงพ่อโหน่ง เนื้อดินเผาสีน้ำตาล และพระสมเด็จทำใหม่ เนื้อดินเผา มีราคารวมประมาณ 130,100 บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนและภาพวาดลักษณะพระเครื่อง กับภาพถ่ายรูปแบบและลักษณะพระเครื่องที่หายไป จากนั้นเด็กชาย น.ได้นำพระเครื่องดังกล่าวไปให้จำเลยที่บ้าน โดยจำเลยได้ให้เงินแก่เด็กชาย น. จำนวน 20 บาท แล้วเด็กชาย น. นำเงินที่ได้ไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ร้านของนางทองมี เมื่อนางทองมีสอบถามว่านำเงิน 20 บาท มาจากไหนเด็กชายนพดลบอกว่าได้มาจากการนำพระเครื่องไปให้จำเลยและจำเลยให้เงินมา หลังจากผู้เสียหายทราบเรื่องดังกล่าวแล้วได้เรียกเด็กชาย น.มาสอบถาม เด็กชาย น. รับว่าเป็นความจริง ผู้เสียหายจึงไปแจ้งเรื่องต่อนายสุมิทซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 นายสุมิทได้เรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านโดยมีจำเลยและเด็กชาย น. ร่วมอยู่ด้วย ผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 100,000 บาท แต่จำเลยไม่ตกลงด้วย เชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ตนประสบมา แม้คำเบิกความของเด็กชาย น. จะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดก็ตาม แต่มิได้เบิกความเพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิด กับไม่มีเหตุผลอันใดที่ผู้เสียหายจะเสี้ยมสอนให้เด็กชาย น. ซึ่งเป็นหลานของตนไปให้การอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกล่าวหาจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งตามบันทึก ก็ได้ทำขึ้นต่อหน้าพยานหลายคนซึ่งเป็นคณะกรรมการ ซึ่งจำเลยก็ไม่ได้นำพยานมาสืบหักล้างหรือโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่อยู่บ้าน โดยจำเลยไปร่วมพิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ไม่ได้พบเด็กชาย น. นั้น ก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอยๆ ทั้งนายอนันต์และนายสินชัย พยานจำเลยก็เบิกความว่า วันเกิดเหตุบุคคลทั้งสองเพียงแต่พบจำเลยอยู่ร่วมในงานพิธีรดน้ำดำหัวเท่านั้น ไม่ได้อยู่กับจำเลยโดยตลอด จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ให้เด็กชาย น. กระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ แต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จึงลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ได้ แต่การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนให้เด็กชาย น.กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กชาย น. ลักทรัพย์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) มานั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลย ลักทรัพย์ ของผู้เสียหายในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ และแม้ในคำฟ้องโจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยร่วมกับพวกอีกคนหนึ่งร่วมกัน ลักทรัพย์ ของผู้เสียหายครบตามองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์ เท่านั้น หาได้เป็นตัวการไม่ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นตามบทมาตราดังกล่าวเช่นกัน จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 86 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15214/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายชานนท์หรือรัฐธนนท์ แซ่ตัน จำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 ป.อ. ม. 84 , ม. 86 , ม. 334 , ม. 335 (7) , ม. 335 วรรคแรก