ฎีกาที่ 14590/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ตาม พ.ร.บ. ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 ระบุว่า การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่มิได้ระบุว่าจะต้องทำตามแบบพิมพ์ลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่ถึงผู้จัดการโจทก์ โดยอ้างถึงคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่ มีรายละเอียดว่า ตามที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินนั้น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในการประชุมครั้งที่ 1/2551 มีมติให้ใช้อัตราค่า ภาษี ต่อตารางเมตรตามที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประเมินและจัดเก็บ ภาษี ของโจทก์ในปี 2548 เป็นเกณฑ์ประเมินและจัดเก็บ ภาษี ในปี 2549 และระบุจำนวน ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 หนังสือลงนามโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ข้อความในหนังสือดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์แล้ว และถือได้ว่าเป็นใบแจ้งคำชี้ขาดที่จำเลยที่ 2 แจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้แก้ไขการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บเกินไปจากโจทก์จำนวน 585,313.76 บาท ภายในสามเดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันครบกำหนดสามเดือนเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินค่ารายปี ค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของจำเลยทั้งสองถูกต้องตามกฎหมาย ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสีย ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ประจำปี ภาษี 2549 ต่อจำเลยที่ 1 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินมาแก่โจทก์เป็นค่ารายปีจำนวน 15,985,342 บาท เป็นค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินจำนวน 1,998,230.25 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับใบแจ้งรายการประเมิน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า การประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 สูงเกินควรกว่าจำนวนที่โจทก์ต้องชำระค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินตามกฎหมาย ในส่วนพื้นที่ที่ให้บุคคลภายนอกเข้าทำสัญญาเช่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้นำเอาค่าเช่าที่โจทก์เรียกเก็บจากผู้เช่ามาประเมินเป็นค่ารายปี แต่กำหนดอัตราค่าเช่าขึ้นเองโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วนพื้นที่ที่โจทก์ดำเนินการเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่กำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางหรือทำการประเมินโดยเทียบเคียง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กลับกำหนดอัตราค่าเช่าเพื่อทำการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินต่อกรณีของโจทก์แต่เพียงรายเดียว ทำให้การประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ขาดความชัดเจนและถูกต้อง ขอให้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ กำหนดค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินรวมแล้วให้เหลือเพียง 913,776.49 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือที่สส 71001/69 แจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่ให้โจทก์ชำระ ภาษี โรงเรือนและที่ดินเป็นเงินจำนวน 1,499,090.25 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและได้ชำระค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า หนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหามาจากผลการประชุมคณะผู้บริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นไว้ การประชุมดังกล่าวมีการบันทึกรายงานการประชุมไว้ด้วย ถ้อยคำในเอกสารอ้างถึงคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่โจทก์ยื่นโต้แย้งการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้ และมีข้อความยืนยันถึงการพิจารณาคำร้อง โดยเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการมีระเบียบวาระและมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุมเป็นการประชุมครั้งที่ 1/2551 และที่ประชุมมีมติให้เรียกเก็บค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินจากโจทก์เป็นเงิน 1,499,090.25 บาท ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ในครั้งก่อนถึง 499,140 บาท หนังสือดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ภายหลังได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร เห็นว่า พระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 บัญญัติว่า คำชี้ขาดนั้นให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้แก้ไขบัญชีการประเมินตามคำชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกล่าว การแจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินกฎหมายระบุให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่มิได้ระบุว่าจะต้องทำตามแบบพิมพ์ในลักษณะใด เมื่อพิจารณาหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่สส 71001/69 เป็นเรื่องผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่ที่มีถึงผู้จัดการโจทก์ โดยอ้างถึงคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดิน มีรายละเอียดว่า ตามที่โจทก์ในฐานะผู้รับการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่...นั้น คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในการประชุมครั้งที่ 1/2551 มีมติให้ใช้อัตราค่า ภาษี ต่อตารางเมตรที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประเมินและจัดเก็บ ภาษี ของโจทก์ในปี 2548 เป็นเกณฑ์ในการประเมินและจัดเก็บ ภาษี ในปี 2549 ดังนั้น ค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดิน ประจำปี ภาษี 2549 ที่ผู้รับประเมินจะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,499,090.25 บาท หนังสือลงนามโดยจำเลยที่ 2 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้วซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ข้อความในหนังสือแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้พิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของโจทก์แล้วมีมติให้โจทก์ชำระ ภาษี โรงเรือนและที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,499,090.25 บาท หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นใบแจ้งคำชี้ขาดที่จำเลยที่ 2 ได้แจ้งไปยังโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษรตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ที่ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยว่า หนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่ของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ใบแจ้งคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 30 จึงถือได้ว่าโจทก์ไม่ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และ 8 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจึงเห็นควรวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาล ภาษี อากรกลางกำหนดไว้แต่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เนื่องจากคู่ความได้สืบพยานหลักฐานมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า หนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินใหม่ของจำเลยที่ 2 เลขที่สส 71001/69 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ปัญหานี้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" สำหรับใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 มีข้อความว่า คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในการประชุมครั้งที่ 1/2551 มีมติให้ใช้อัตราค่า ภาษี ต่อตารางเมตรที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการประเมินและจัดเก็บ ภาษี โรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี ภาษี 2548 เป็นเกณฑ์ในการประเมินและจัดเก็บ ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2549 ดังนั้น ค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2549 ที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,499,090.25 บาท ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินประจำปี ภาษี 2549 น้อยกว่าค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประเมิน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 อาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด รวมทั้งมีข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจอย่างไร เมื่อใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจของจำเลยที่ 2 โจทก์ย่อมไม่ทราบเหตุผลในการชี้ขาดได้ ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือแต่ขาดเหตุผลตามบทบัญญัติดังกล่าว ถือว่าเป็นการแจ้งคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น แต่เนื่องจากกรณีเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว จึงอาจดำเนินการแก้ไขในภายหลังโดยจัดให้มีเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ในใบแจ้งคำชี้ขาดหรือเอกสารประกอบใบแจ้งคำชี้ขาดและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และหากโจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ระบุไว้ในใบแจ้งคำชี้ขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่ในส่วนคดีนี้ เมื่อมีเหตุให้เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการแจ้งคำชี้ขาดโดยไม่ชอบแล้วย่อมมีผลให้ไม่มีการแจ้งคำชี้ขาด ซึ่งก็ทำให้การฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดเสียไปทั้งหมด จึงควรคืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดที่โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 1 ไว้ก่อนเพื่อใช้สิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการประเมินค่ารายปีและค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ภาษี โรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ภาษี โรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือไม่ ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การเรียกเก็บเงินค่าขึ้นศาลของศาล ภาษี อากรกลางชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์โต้แย้งใบแจ้งคำชี้ขาดว่าเป็นจำนวนเงินสูงกว่าค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่โจทก์พอใจจำนวน 585,313.76 บาท ดังนั้น จำนวนค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินส่วนที่โจทก์พอใจจำนวน 913,776.49 บาท จึงไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาท คำสั่งศาลให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนทุนทรัพย์ 1,499,090.25 บาท จึงไม่ชอบนั้น ปัญหานี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้นอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาเสียตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น..." ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้ศาลเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินที่เรียกเก็บเกินไปจากโจทก์จำนวน 585,313.76 บาท แก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง อีกทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันครบกำหนดสามเดือนเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนแก่โจทก์จนเสร็จสิ้น ดังนี้ จำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องจึงมีเพียง 585,313.76 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น ที่ศาล ภาษี อากรกลางให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกาในอัตราร้อยละ 2.5 ของจำนวนทุนทรัพย์ 1,499,090.25 บาท จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการแจ้งตามใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 คืนเงินค่า ภาษี โรงเรือนและที่ดินจำนวน 585,313.76 บาท ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเพิ่มในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลางรวมจำนวน 45,690 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14590/2555 บริษัทเอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด โจทก์ องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 30