ฎีกาที่ 13995/2555
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 87/3 และมาตรา 86/12 บัญญัติให้ผู้ประกอบการเก็บและรักษาเอกสารหลักฐาน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการ (ผู้ขายสินค้า) ออกใบแทนใบกำกับ ภาษี หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการ (ผู้ซื้อสินค้า) ไม่สามารถนำใบกำกับ ภาษี ซื้อดังกล่าวมาหักในการคำนวณ ภาษี ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการที่เจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลที่ปรากฏตามสำเนาใบกำกับ ภาษี ที่โจทก์นำมามอบให้นั้น เพื่อใช้ตรวจสอบยอดซื้อสินค้าของโจทก์ ซึ่งโดยปกติผู้ขายจะออกใบกำกับ ภาษี ให้โจทก์เมื่อส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินสามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อสินค้าดังกล่าว มาพิสูจน์หายอดต้นทุนขายจากการเปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายในงบกำไรขาดทุนอันเป็นตัวเลขที่เกิดจากการประกอบการของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน และได้แสดงหลักฐานในชั้นพิจารณาอุทธรณ์โดยส่งเอกสารเพิ่มเติม และอุทธรณ์อ้างว่าเงินสนับสนุนการขายหรือ SWAP มิใช่เป็นฐาน ภาษี มูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบที่จะนำมารวมคำนวณหาอัตรากำไรขั้นต้น แต่เจ้าพนักงานประเมิน ได้วิเคราะห์งบการเงินจากแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ในส่วนต้นทุนขาย เทียบกับยอดซื้อในแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) จากการคำนวณโจทก์มียอดขายขาดไป 18,540,232.21 บาท ซึ่งเป็นการคำนวณตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นยอดขายขาดของเดือน ภาษี ใด เจ้าพนักงานประเมินจึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาดเดือนละ 1,545,019.35 บาท และเดือน ภาษี ธันวาคม 2543 โจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานพิสูจน์ยอดซื้อ และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์สูญหายหรือเสียหายจากอุทกภัยแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นยอดซื้อแจ้งไว้ขาดไป ถือว่าโจทก์ขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามคำนิยาม "ขาย" มาตรา 77/1 (8) (จ) เจ้าพนักงานประเมิน ประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ เป็นการประเมิน ภาษี ตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องตามมาตรา 88/2 (6) จึงเป็นการประเมินที่ชอบแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ พิสูจน์หายอดต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทเปรียบเทียบกับยอดขายที่โจทก์แสดงรายการเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วงดังกล่าว ปรากฏว่ายอดซื้อสุทธิ 60,480,554.29 บาท ได้ต้นทุนขาย 49,070,721.39 บาท แล้วคำนวณหายอดขายตามการตรวจสอบโดยนำต้นทุนขายคำนวณกลับเพื่อหายอดขายจากอัตรากำไรขั้นต้นตามงบการเงินร้อยละ 4.35 ได้ยอดขาย 51,302,374.68 บาท นำไปหักกับยอดขายที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วง 12 เดือนดังกล่าว จำนวน 32,762,142.47 บาท คงเหลือยอดขายที่ยื่นไว้ขาดไป 18,540,232.31 บาท ซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นยอดขายของเดือน ภาษี ใด เจ้าพนักงานประเมินจึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาด มียอดขายขาดไปเดือนละ 1,545,019.35 บาท วิธีการคำนวณอาศัยข้อมูลทางการเงินจากการบันทึกบัญชีของโจทก์และมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองและแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป ทั้งเป็นข้อมูลทางบัญชีที่โจทก์บันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมการประกอบการของโจทก์เอง จึงเชื่อว่าโจทก์แสดงเหตุการณ์ทางบัญชีตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการที่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์นำตัวเลขของผู้ประกอบการลักษณะเดียวกันจำนวนถึง 29 ราย ซึ่งประกอบกิจการอยู่ในท้องที่นั้นในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาเปรียบเทียบกำไรขั้นต้น ค่าเฉลี่ยที่ได้ย่อมถือว่าได้ตัวเลขที่มีข้อมูลน่าเชื่อว่าเกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจนั้น ๆ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาโดยชอบและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิจารณาหรือมีคำสั่งว่า การยื่นแบบแสดงรายการชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ที่โจทก์ยื่นต่อจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือน ภาษี มกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2543 ถูกต้องและให้ยกเลิกหรือเพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) ของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่มเมื่อปี 2540 ในปี 2543 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) สำหรับเดือน ภาษี มกราคมถึงธันวาคม 2543 ต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สงขลา 2 โดยมียอดขาย 32,762,747.47 บาท และชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่ม 1,881,724.06 บาท โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี มกราคมถึงธันวาคม 2543 โดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์แสดงยอดขายไว้ต่ำไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ตรวจพบประเด็นความผิดในกรณีการวิเคราะห์งบการเงินจากแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม 2543 ของโจทก์ในส่วนของต้นทุนขายปรากฏยอดซื้อจำนวน 42,982,727.55 บาท แต่ตามแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เดือน ภาษี มกราคมถึงธันวาคม 2543 ของโจทก์มียอดซื้อรวมจำนวน 61,328,156.47 บาท ทำให้มียอดซื้อต่างกันจำนวน 18,345,429.92 บาท และแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 แจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับรวมเป็นเงิน 2,618,941.30 บาท แก่จำเลยที่ 1 ให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 12901110/5/103171 ถึง 103182 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 และหนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ว วินิจฉัยให้ลด ภาษี มูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับแก่โจทก์ลง คงปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คงเหลือ ภาษี มูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเป็นเงิน 1,283,750.01 บาท พร้อมเบี้ยปรับจำนวน 641,875.05 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,925,625.06 บาท มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานประเมินคำนวณยอดขายของโจทก์สำหรับการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า การประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ การที่เจ้าพนักงานประเมินนำใบกำกับ ภาษี ซื้อซึ่งเป็นต้นทุนไปเปรียบเทียบกับงบดุลและงบกำไรขาดทุนของโจทก์มาคำนวณเป็นกำไรของสินค้าแต่ละรายการ แล้วนำกำไรที่ได้จากการคำนวณไปรวมกับต้นทุนที่ซื้อมา รวมเป็นราคาขายที่โจทก์ต้องนำไปยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มเป็นการคำนวณที่ไม่มีหลักเกณฑ์และไม่ตรงข้อเท็จจริง ไม่ได้คำนึงว่าสินค้ามีการตกรุ่น และราคาที่ซื้อขายย่อมลดลงตามกาลเวลา สินค้าแต่ละรายการปีหนึ่งๆ ราคาลดลงร้อยละ 50 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณราคาสินค้าแต่ละรายการคงที่และนำมาคำนวณเป็นกำไร เมื่อรวมกับราคาที่ซื้อมาถือว่าเป็นราคาขายหรือรายได้ที่โจทก์ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มจึงเป็นตัวเลขค่อนข้างสูง มีผลต่างกับที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไว้มาก ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างถึงมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 37 เรื่อง การรับรู้รายได้ อันเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเกี่ยวกับการลงบัญชีของโจทก์เอง ทั้งต้องมีข้อพิจารณานโยบายการบัญชีของโจทก์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในฟ้องของโจทก์ และอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การลงนามในหนังสือแจ้งการประเมินรายพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้เป็นไปตามระเบียบกรมสรรพากร ว่าด้วยการปฏิบัติงานกรรมวิธีแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539 หมวด 4 การแจ้งการประเมิน ภาษี ข้อ 36.2 นั้น ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล ภาษี อากรกลาง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มตามฟ้องของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า สำเนาใบกำกับ ภาษี ซื้อเดือน ภาษี มกราคมและเดือน ภาษี มีนาคมถึงพฤศจิกายน 2543 รวม 10 เดือน ภาษี ที่โจทก์ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 เป็นสำเนาใบกำกับ ภาษี ซื้อ มิใช่ฉบับแรกของใบกำกับ ภาษี ซื้อหรือต้นฉบับ ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร และสำเนาใบกำกับ ภาษี ซื้อของโจทก์นั้น มิใช่ใบแทนใบกำกับ ภาษี ซื้อจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการตามมาตรา 86/12 แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็น ภาษี ซื้อที่มิอาจนำไปหักในการคำนวณตามมาตรา 82/5 (1) ถึง (4) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรดังกล่าวข้างต้น ทำให้การประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า ข้อกฎหมายที่โจทก์อ้างนั้นเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบการจัดทำรายงานและรักษาเอกสารหลักฐานและเป็นเงื่อนไขหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการออกใบแทนใบกำกับ ภาษี เพื่อใช้ในการคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่ม หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการของกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการไม่สามารถนำใบกำกับ ภาษี ขายหักด้วย ภาษี ซื้อนั้น ๆ ในแต่ละเดือน ภาษี ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการที่เจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏจากสำเนาใบกำกับ ภาษี ที่โจทก์นำมามอบให้นั้นใช้ตรวจสอบยอดซื้อสินค้าของโจทก์ ซึ่งโดยปกติผู้ขายจะออกใบกำกับ ภาษี ให้โจทก์เมื่อส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 สามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายที่โจทก์ส่งมอบให้มาพิสูจน์หายอดต้นทุนขายจากการเปรียบเทียบรายได้และรายจ่ายในงบกำไรขาดทุนอันเป็นตัวเลขเกิดจากการประกอบการของโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มถูกต้องตามความเป็นจริง โดยราคาขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นผู้ขายสินค้า (ซัพพลายเออร์) เป็นผู้กำหนด มีการลดราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องและมีภาวะการแข่งขันทางการตลาดสูง โจทก์จึงขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุน โจทก์ได้แสดงหลักฐานในชั้นพิจารณาอุทธรณ์โดยส่งเอกสารเพิ่มเติมครั้งที่ 2 แต่จำเลยนำหนังสือแจ้งการปรับราคาของผู้ขายสินค้า (ซัพพลายเออร์) เพียงรายเดียวคำนวณหากำไรขั้นต้นย่อมไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ทั้งเงินสนับสนุนการขายหรือ SWAP มิใช่เป็นฐาน ภาษี มูลค่าเพิ่มจึงไม่ชอบที่จะนำรวมคำนวณหาอัตรากำไรขั้นต้น นอกจากนี้เดือน ภาษี ธันวาคม 2543 มีการซื้อขายสินค้าปริมาณสูง ไม่มีความจำเป็นต้องส่งเสริมการขาย การนำยอดขายเดือน ภาษี นี้เปรียบเทียบหาอัตรากำไรขั้นต้นก็ได้ตัวเลขไม่ตรงความเป็นจริง ทั้งการอ้างเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการประเภทเดียวกันในท้องที่สำนักงานสรรพากรภาค 12 จำนวน 29 ราย ไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงเพราะไม่มีรายละเอียดมากพอ และอาจไม่เหมือนการประกอบธุรกิจของโจทก์ จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ และไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 วิเคราะห์งบการเงินจากแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ในส่วนต้นทุนขาย ปรากฏยอดซื้อสินค้าของโจทก์จำนวน 42,982,727.55 บาท เทียบกับยอดซื้อในแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30 ) เดือน ภาษี มกราคมถึงธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน แต่โจทก์มียอดซื้อรวม 61,328,156.47 บาท ซึ่งมียอดซื้อต่างกันจำนวน 18,345,429.92 บาท โดยที่โจทก์ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มจากยอดขายหรือยอดรายรับ โจทก์ส่งหลักฐานเพิ่มเติมเป็นใบกำกับ ภาษี ซื้อของเดือน ภาษี มกราคม และเดือน ภาษี มีนาคมถึงพฤศจิกายน 2543 รวม 10 เดือน และใบกำกับ ภาษี เดือน ภาษี กุมภาพันธ์และธันวาคม 2543 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 พิจารณายอดซื้อสินค้าสุทธิและต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว คำนวณหายอดขายแล้วนำเปรียบเทียบกับยอดขายที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ของเดือน ภาษี มกราคมถึงธันวาคม 2543 เพื่อหายอดขายขาดไปโดยหายอดซื้อสินค้าสุทธิ ต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจากนั้นคำนวณยอดขายขาดเป็นจำนวน 18,540,232.21 บาท ถือว่าโจทก์มียอดขายขาดจำนวนดังกล่าว เป็นการคำนวณตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไป เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าเป็นยอดขายขาดของเดือน ภาษี ใด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาดเดือนละ 1,545,019.35 บาท และเดือน ภาษี ธันวาคม 2543 โจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานพิสูจน์ยอดซื้อ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าสินค้าของโจทก์สูญหายหรือเสียหายจากอุทกภัยแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นยอดซื้อแจ้งไว้ขาดไป ถือว่าโจทก์ขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวตามนิยาม "ขาย" มาตรา 77/1 (8) (จ) และต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นการประเมิน ภาษี ตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องตามมาตรา 88/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว จึงเป็นการประเมินที่ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โจทก์ชี้แจงว่า เอกสารบัญชี รายงานสินค้าและวัตถุดิบ บัญชีแยกประเภทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวสูญหายเพราะเกิดอุทกภัย คงเหลือแต่รายงานสินค้าและวัตถุดิบและบัญชีแยกประเภทเดือนธันวาคม 2543 ที่ส่งมอบแก่เจ้าพนักงานผู้พิจารณาอุทธรณ์ และชี้แจงการขายสินค้าของโจทก์มีการแข่งขันทางการตลาดสูง ค่าสนับสนุนการขายที่โจทก์ได้รับจากผู้ขายสินค้าไม่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม แต่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า มีวิธีการตรวจสอบ ภาษี มูลค่าเพิ่มหลายวิธี เมื่อพิสูจน์หายอดต้นทุนขายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวเปรียบเทียบกับยอดขายที่โจทก์แสดงรายการเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วงดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่ายอดซื้อสุทธิจำนวน 60,480,554.29 บาท ได้ต้นทุนขายจำนวน 49,070,721.39 บาท แล้วคำนวณหายอดขายตามการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวโดยนำต้นทุนขายคำนวณกลับเพื่อหายอดขายจากอัตรากำไรขั้นต้นตามงบการเงินของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวร้อยละ 4.35 ได้ยอดขาย 51,302,374.68 บาท นำไปหักกับยอดขายที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ในช่วง 12 เดือนดังกล่าวจำนวน 32,762,142.47 บาท คงเหลือยอดขายขาดที่ยื่นไว้ 18,540,232.31 บาท ซึ่งโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นยอดขายของเดือน ภาษี ใด จึงถัวเฉลี่ยยอดขายขาดดังกล่าว มียอดขายขาดเดือนละ 1,545,019.35 บาท เห็นว่า วิธีการคำนวณดังกล่าวอาศัยข้อมูลทางการเงินจากการบันทึกบัญชีของโจทก์และมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองและแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป ทั้งเป็นข้อมูลทางบัญชีที่โจทก์บันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมการประกอบการของโจทก์เอง จึงเชื่อว่าโจทก์แสดงเหตุการณ์ทางบัญชีตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และการที่เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์นำตัวเลขของผู้ประกอบการลักษณะเดียวกันจำนวนถึง 29 ราย ซึ่งประกอบกิจการอยู่ในท้องที่นั้นในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันมาเปรียบเทียบกำไรขั้นต้น ค่าเฉลี่ยที่ได้ย่อมถือว่าได้ตัวเลขที่มีข้อมูลน่าเชื่อว่า เกิดจากการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจนั้น ๆ ได้ จึงฟังได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาโดยชอบและให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13995/2555 บริษัทเรดาห์ เทเลคอม จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 24 ป.รัษฎากร ม. 77/1 (8) (จ) , ม. 86/12 , ม. 87/3 , ม. 88/2 (6)