ฎีกาที่ 6052/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้เป็นการยึดรถยนต์พิพาทเพราะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดมาชำระค่า เช่าซื้อ รถยนต์พิพาท มิใช่การนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้ให้ เช่าซื้อ จึงมิอาจอ้างว่าสัญญาเลิกกันตามสัญญาข้อ 6 ที่กำหนดให้สัญญาสิ้นสุดลงในกรณีนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิดหรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการ ที่ 3 ถึงที่ 6 และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการที่ 1 และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามที่ระบุในบัญชีทรัพย์สินลำดับที่ 2 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน กทธ 897 อุตรดิตถ์ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายชัยณรงค์ ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ซึ่งเป็นประเด็นพิพาทในชั้นฎีกาคือสิทธิที่ผู้ เช่าซื้อ มีตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียนกง 1254 พิษณุโลก คดีเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเป็นข้อแรกว่า นายชัยณรงค์รับโอนสิทธิในฐานะผู้ เช่าซื้อ รถยนต์พิพาทมาจากนางสาววารินทร์หรือไม่ ผู้ร้องมีพันตำรวจโทนครินทร์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 7 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาเบิกความว่า เมื่อนายชัยณรงค์ถูกจับกุมแล้ว นายชัยณรงค์ให้การรับสารภาพว่านำเงินกำไรที่ได้จากการขายยาเสพติดไปซื้อผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ รถยนต์ซึ่งตามคำให้การในชั้นสอบสวนของนายชัยณรงค์ มีรายละเอียดว่านายชัยณรงค์ซื้อรถยนต์คันนี้ในราคา 280,000 บาท ชำระเงินดาวน์ 38,000 บาท โดยซื้อดาวน์ต่อจากนางสาววารินทร์ คนรู้จักกัน จากนั้นนายชัยณรงค์ผ่อนชำระเงินค่า เช่าซื้อ งวดละ 10,000 บาทเศษ ให้แก่ผู้ให้ เช่าซื้อ ประมาณ 10 งวด ไม่ทราบว่าค้างชำระอยู่อีกเท่าใด เงินที่นำมา เช่าซื้อ รถยนต์และผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ นายชัยณรงค์ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดทั้งหมด ผู้คัดค้านที่ 3 มีนายภักดี ผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียนกง 1254 พิษณุโลก ตามใบคู่มือจดทะเบียน ได้ให้นางสาววารินทร์ เช่าซื้อ รถยนต์ดังกล่าวตามสัญญา เช่าซื้อ และใบคู่มือการจดทะเบียน เห็นว่า สัญญา เช่าซื้อ ข้อ 6 กล่าวถึงการนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ฯลฯ หรือใช้รถยนต์โดยประการอื่นเป็นเหตุให้ถูกริบ ยึด อายัด ฯลฯ ให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง แต่กรณีนี้เป็นการยึดรถยนต์พิพาทเพราะนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดมาชำระค่า เช่าซื้อ รถยนต์พิพาท มิใช่การนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมิอาจอ้างว่าสัญญาเลิกกันตามสัญญาข้อ 6 ได้ แม้มีการผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดวันที่ 18 มกราคม 2547 เป็นต้นมา สัญญา เช่าซื้อ อาจสิ้นสุดลงได้ตามสัญญาข้อ 10.1 คือ ผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ 3 งวด ติดต่อกัน ผู้ให้ เช่าซื้อ จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้ เช่าซื้อ ชำระเงินค้างชำระภายใน 30 วัน เสียก่อน หากครบกำหนดแล้วผู้ เช่าซื้อ ยังคงไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระและเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันที แต่ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้นำสืบว่าได้ดำเนินการมีหนังสือทวงถามไปยังนางสาววารินทร์แล้ว กรณีถือไม่ได้ว่าสัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงทันที นางสาววารินทร์จึงยังคงทรงสิทธิเป็นผู้ เช่าซื้อ ตามสัญญาอยู่ต่อไป โดยมีหนี้ตามสัญญาที่จะต้องผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ รายงวดให้ผู้คัดค้านที่ 3 จนกว่าจะครบถ้วน ข้อเท็จจริงที่ว่านายชัยณรงค์รับโอนสิทธิในฐานะผู้ เช่าซื้อ รถยนต์พิพาทมาจากนางสาววารินทร์ โดยนายชัยณรงค์ชดใช้เงินดาวน์ให้แก่นางสาววารินทร์และผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ รายงวดงวดละประมาณ 10,000 บาทเศษ ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เรื่อยมานั้น เป็นการกล่าวอ้างของนายชัยณรงค์ตามคำให้การในชั้นสอบสวนแต่ฝ่ายเดียว และข้ออ้างดังกล่าวก็ขัดกับที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวน กับที่เบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ รายงวดงวดละ 8,700 บาท แทนนายชัยณรงค์ และผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีหลักฐานการผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ มายืนยัน ในขณะที่ใบกำกับภาษีที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างส่งระบุว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับเงินค่างวดจากนางสาววารินทร์ แม้นางสาววารินทร์ไม่เข้ามาเป็นผู้คัดค้านในคดีก็เป็นเพราะว่ารถยนต์พิพาทไม่ได้ถูกยึดขณะอยู่ในความครอบครองของนางสาววารินทร์ จะฟังว่านางสาววารินทร์รู้เห็นยินยอมให้รถยนต์พิพาทถูกยึดเพราะตนยินยอมให้เป็นสิทธิแก่นายชัยณรงค์แล้วหาได้ไม่ เพียงการนำข้อเท็จจริงจากคำให้การชั้นสอบสวนของนายชัยณรงค์ยังไม่พอฟังว่านางสาววารินทร์โอนสิทธิในฐานะผู้ เช่าซื้อ รถยนต์พิพาทมาเป็นของนายชัยณรงค์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่านายชัยณรงค์ได้สิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์พิพาทมาแล้วอันจะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่นายชัยณรงค์ได้มาจากการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องในส่วนนี้ของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6052/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นายบรรเทา เสือจงภู กับพวก ผู้คัดค้าน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 3 , ม. 51