ฎีกาที่ 5281/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 10 ระบุว่า "ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดหนึ่งงวดใดก็ดี ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้ เช่าซื้อ ยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่า เช่าซื้อ ที่ได้ชำระแล้วทั้งหมดเป็นของเจ้าของโดยผู้ เช่าซื้อ ไม่มีสิทธิเรียกร้องคืน และผู้ เช่าซื้อ ยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ คืนแก่เจ้าของโดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วโดยเรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของผู้ เช่าซื้อ เอง..." แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญามาตั้งแต่ต้น แต่จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับไว้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 10 ที่ว่าหากโจทก์ผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดใดงวดหนึ่งถือว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันทันที ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเลิกสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ก่อนโดยให้ระยะเวลาโจทก์พอสมควรในการชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 การที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ยึดรถคืนจากโจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่า เช่าซื้อ งวดสุดท้ายโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ก่อนย่อมเป็นการไม่ชอบ และตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยังคงใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองคืนรถที่ เช่าซื้อ ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกสัญญากันโดยปริยาย สัญญา เช่าซื้อ จึงยังไม่เลิกกัน โจทก์ผู้ เช่าซื้อ ชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถที่ เช่าซื้อ ต่อไป จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ สัญญา เช่าซื้อ เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากรถที่ เช่าซื้อ แต่ต้องชำระค่า เช่าซื้อ เป็นการตอบแทน เมื่อโจทก์ใช้ประโยชน์โดยไม่ให้ผลตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเช่นกัน เป็นความเสียหายทั้งสองฝ่ายหาใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหายแต่ฝ่ายเดียวไม่ แม้จำเลยที่ 1 ยึดรถคืนโดยที่สัญญายังไม่เลิกกันเป็นการไม่ชอบก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นฝ่ายผิดอยู่มากที่ค้างชำระค่า เช่าซื้อ นับแต่วันที่ครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ถูกยึดรถเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนเศษ อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองอาจเข้าใจผิดว่ามีสิทธิยึดรถที่ เช่าซื้อ คืน จึงเห็นควรให้ค่าเสียหายในส่วนนี้ของโจทก์เป็นพับ เมื่อสัญญา เช่าซื้อ ยังไม่เลิกกันและจำเลยทั้งสองยึดรถที่ เช่าซื้อ คืนโดยไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น โจทก์ชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถต่อไป จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบรถคืนแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามสัญญาต่อไป หากคืนรถไม่ได้ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้เพราะไม่มีวัตถุแห่งสัญญา สัญญา เช่าซื้อ จึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด จึงต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนรถคันที่ เช่าซื้อ แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองชำระราคารถจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์วันละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองยึดรถไปจากโจทก์ คิดถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 43 วัน คิดเป็นเงิน 215,000 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถหรือชดใช้ราคารถให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนรถบดคันที่ เช่าซื้อ แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราวันละ 1,370 บาท นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันคืนรถหรือชดใช้ราคาแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ทำสัญญา เช่าซื้อ รถบดสั่นสะเทือน ยี่ห้อเอสทีเอ รุ่นปี 1997 จากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,759,536 บาท ชำระค่า เช่าซื้อ ครั้งแรกเป็นเงิน 280,373.83 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 61,631.78 บาท รวม 24 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มีนาคม 2540 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ แต่โจทก์ไม่ได้ชำระค่า เช่าซื้อ ตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญามาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งต้นปี 2544 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเตือนการค้างชำระค่างวดและขอให้ชำระค่าปรับ ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้มีการเจรจาโดยโจทก์ได้มอบเช็คจำนวน 2 ฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นการชำระค่า เช่าซื้อ งวดสุดท้ายพร้อมดอกเบี้ยรวม 200,000 บาท เมื่อเช็คฉบับแรกถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงมอบหมายให้นายสำเร็จ ไปติดตามยึดรถที่ เช่าซื้อ กลับคืนมา แล้วมีหนังสือเตือนให้โจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ และเบี้ยปรับตลอดจนค่าใช้จ่ายในการยึดรถรวมเป็นเงิน 392,766 บาท แล้วจึงจะคืนรถให้โจทก์ หากไม่ชำระภายในกำหนด 15 วัน จะนำรถออกขายทอดตลาด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิยึดรถคันที่ เช่าซื้อ กลับคืนหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 10 ระบุว่า "ถ้าผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดหนึ่งงวดใดก็ดี กระทำผิดสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี หรือทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ถูกอายัดถูกยึด ถูกริบ ไม่ว่าโดยเหตุใดก็ดี ผู้ เช่าซื้อ ถูกพิทักษ์ทรัพย์ก็ดี ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้ เช่าซื้อ ยอมให้เจ้าของริบบรรดาเงินค่า เช่าซื้อ ที่ได้ชำระแล้วทั้งหมดเป็นของเจ้าของโดยผู้ เช่าซื้อ ไม่มีสิทธิเรียกร้องคืน และผู้ เช่าซื้อ ยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ คืนแก่เจ้าของโดยพลันในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วโดยเรียบร้อยโดยค่าใช้จ่ายของผู้ เช่าซื้อ เอง ถ้าไม่ส่งมอบคืนก็ให้ถือว่าครอบครองไว้โดยมิชอบ และยอมให้เจ้าของหรือผู้ติดตามเข้าไป ณ ที่ซึ่งทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ นั้นอยู่เพื่อเข้ายึดถือครอบครองเอาคืนไปได้เอง โดยผู้ เช่าซื้อ ยินยอม ไม่โต้แย้งขัดขวางไม่เรียกร้องค่าเสียหายอย่างใดๆ และยอมใช้ค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะ ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียม ค่าทนายที่เจ้าของต้องเสียไปในการสืบสวน ติดตามยึดถือครอบครอง ฟ้องร้อง เอาคืน และซ่อมแซมนั้นแก่เจ้าของจนครบ และผู้ เช่าซื้อ ยอมชำระค่า เช่าซื้อ ที่ติดค้าง หรือใช้ค่าเสียหายที่เจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินนั้นให้เช่าในอัตราค่าเช่าตามปกติอย่างหนึ่งอย่างใด ตามแต่เจ้าของจะเลือก ทั้งนี้จนกว่าผู้ เช่าซื้อ จะได้ลงลายมือชื่อทำบันทึกยอมคืนและส่งมอบทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ คืนแก่เจ้าของแล้ว ถ้าวันทำบันทึกส่งมอบอยู่ระหว่างยังไม่ครบงวดก็ยอมชำระงวดนั้นเต็ม แต่ถ้าเจ้าของได้ขายทรัพย์สินที่ เช่าซื้อ ไปแล้วยังไม่คุ้มราคาค่า เช่าซื้อ ที่ต้องชำระทั้งหมดตามสัญญานี้กับค่าเสียหายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ผู้ เช่าซื้อ จะชดใช้ให้เจ้าของจนครบถ้วน" แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองรับกันได้ความว่า โจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ตรงตามเวลาที่ระบุไว้ในสัญญามาตั้งแต่ต้น เมื่อโจทก์นำค่า เช่าซื้อ ไปชำระ จำเลยที่ 1 ก็ยอมรับไว้ แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 10 ที่ว่า หากโจทก์ผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดใดงวดหนึ่งถือว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันทันที จำเลยที่ 1 หรือผู้แทนมีสิทธิติดตามยึดรถคืนได้เป็นสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะเลิกสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ก่อนโดยให้ระยะเวลาโจทก์พอสมควรในการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 การที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ยึดรถคืนจากโจทก์เนื่องจากโจทก์ค้างชำระค่า เช่าซื้อ งวดสุดท้ายโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ก่อนย่อมเป็นการไม่ชอบ และตามพฤติการณ์ที่โจทก์ยังคงใช้สิทธิเรียกร้องโดยฟ้องให้จำเลยทั้งสองคืนรถคันที่ เช่าซื้อ ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกสัญญากันโดยปริยายสัญญา เช่าซื้อ จึงยังไม่เลิกกัน โจทก์ผู้ เช่าซื้อ ชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันที่ เช่าซื้อ ต่อไป จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญา เช่าซื้อ เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์จากรถคันที่ เช่าซื้อ แต่ต้องชำระค่า เช่าซื้อ เป็นการตอบแทนเมื่อโจทก์ใช้ประโยชน์ในรถคันที่ เช่าซื้อ โดยไม่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเช่นกัน เป็นความเสียหายทั้งสองฝ่ายหาใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหายแต่ฝ่ายเดียวไม่ แม้จำเลยที่ 1 ยึดรถคันที่ เช่าซื้อ คืนโดยที่สัญญายังไม่เลิกกันเป็นการไม่ชอบก็ตาม แต่โจทก์ก็เป็นฝ่ายผิดอยู่มากที่ค้างชำระค่า เช่าซื้อ นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันที่ถูกยึดรถเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนเศษ อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองอาจเข้าใจผิดว่ามีสิทธิยึดรถคันที่ เช่าซื้อ คืนจึงเห็นควรให้ค่าเสียหายในส่วนนี้ของโจทก์เป็นพับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อสัญญา เช่าซื้อ ยังไม่เลิกกันและจำเลยทั้งสองยึดรถคันที่ เช่าซื้อ คืนโดยไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น โจทก์ชอบที่จะครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ต่อไป จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามสัญญาต่อไปหากคืนรถยนต์ไม่ได้ถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้เพราะไม่มีวัตถุแห่งสัญญา สัญญา เช่าซื้อ จึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด จึงต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 1,000,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีเพื่อปฏิบัติตามสัญญา เช่าซื้อ ต่อไป หากคืนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ไม่ได้เป็นผลให้สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2554 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วีอาร์ซี สินสมุทร โจทก์ บริษัทเอ.ซี. แอล ลิสซิ่ง จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 387