ฎีกาที่ 3745/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค มีหน้าที่ดำเนินคดีแทน ผู้บริโภค ก็เท่ากับว่า ผู้บริโภค ได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดย ผู้บริโภค มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี และหาก ผู้บริโภค เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ ผู้บริโภค มิได้ชำระให้แก่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค แต่อย่างใด ดังนั้น การที่คณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง ผู้บริโภค ฟ้องคดีแทน ผู้บริโภค ย่อมต้องถือว่า ผู้บริโภค นั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามวิเคราะห์ศัพท์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ดังนี้จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมฟ้องแย้งได้ และเมื่อฟ้องแย้งว่า จำเลยพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ผู้บริโภค พร้อมทั้งให้ ผู้บริโภค เข้าครอบครองอยู่อาศัยมาโดยตลอด ขอให้ ผู้บริโภค ชำระราคาส่วนที่เหลือจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอจะรวมพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,394,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินครั้งสุดท้าย (วันที่ 18 กันยายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ นางลาวัลย์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้บังคับ ผู้บริโภค รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์และชำระค่าที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์งวดสุดท้ายจำนวน 5,426,400 บาทและค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 5,546,400 บาท ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หาก ผู้บริโภค ไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ ให้ ผู้บริโภค ใช้ค่าเสียหายและค่าเสื่อมสภาพของทาวน์เฮาส์เป็นเงิน 1,440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้ ผู้บริโภค ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์ กับใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่า ผู้บริโภค จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์แล้วเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 135 และ 136 ตำบลทุ่งสองห้อง อำเภอหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ให้แก่นางลาวัลย์ และให้นางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 5,426,400 บาท ให้แก่จำเลยในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หากนางลาวัลย์ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นในส่วนฟ้องแย้งให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,962,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ผู้บริโภค วินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้บริโภค เลือกใช้สิทธิให้โจทก์ดำเนินคดีแก่จำเลยแทน ผู้บริโภค แล้ว โจทก์จึงมีฐานะเป็นตัวแทน ผู้บริโภค ผู้บริโภค จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดี ฟ้องแย้งจึงเกี่ยวกับฟ้องเดิมนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้บริโภค มาตรา 10 (7) ให้คณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค มีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง โดย ผู้บริโภค ในคดีนี้ได้ดำเนินการร้องขอต่อคณะกรรมการว่า ผู้บริโภค ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้ทำละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค ก็เท่ากับว่า ผู้บริโภค ได้ร้องขอให้คณะกรรมการดำเนินคดีแทนตน โดย ผู้บริโภค เป็นบุคคลผู้มีผลประโยชน์ในมูลความแห่งคดี อีกทั้งในคดี ผู้บริโภค หาก ผู้บริโภค เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลก็จะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่ ผู้บริโภค โดยตรง มิได้ให้ชำระหนี้แก่คณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค ผู้ดำเนินคดีแทนแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้มีกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค ขึ้นก็เพื่อการดำเนินคดีในศาลแทน ผู้บริโภค เท่านั้นโดยเหตุนี้ กรณีที่คณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค หรือเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ.2522 ฟ้องคดีแทน ผู้บริโภค คนใดย่อมต้องถือว่า ผู้บริโภค คนนั้นเป็นโจทก์ผู้ยื่นคำฟ้องนั่นเอง ส่วนผู้ประกอบการซึ่งถูกฟ้องย่อมมีฐานะเป็นจำเลย และทั้งโจทก์และจำเลยย่อมมีฐานะเป็น "คู่ความ" ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ดังนั้น จำเลยผู้ถูกฟ้องย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องแย้ง ผู้บริโภค ให้รับผิดตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ และเมื่อฟ้องแย้งของจำเลยแสดงสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยพร้อมที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์พิพาทดังกล่าวให้แก่ ผู้บริโภค ในวันที่ 1 มีนาคม 2547 แต่ ผู้บริโภค ไม่ยอมรับโอน ผู้บริโภค จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ ผู้บริโภค เข้าอยู่อาศัยมาโดยตลอด จึงขอให้บังคับ ผู้บริโภค รับโอนพร้อมชำระราคาในส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมที่พอจะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์คดีนี้คือคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ส่วนนางลาวัลย์ ผู้บริโภค เป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่ความ จำเลยฟ้องแย้งให้บุคคลภายนอกรับผิด จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องแย้งมาโดยไม่ชอบ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยหรือ ผู้บริโภค เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 219 วรรคสอง ประกอบพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญากระทำละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค จำเลยจึงไม่อาจบังคับตามฟ้องแย้งได้ และเมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแทน ผู้บริโภค แล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจะต้องใช้เงินคืนให้แก่ ผู้บริโภค ตามที่ได้รับไว้ มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ ผู้บริโภค นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินไปจาก ผู้บริโภค หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา มีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมและหากมีเงินอันจะต้องใช้คืน ให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้เข้าด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ ผู้บริโภค นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินค่าราคาทาวน์เฮาส์ไปจาก ผู้บริโภค เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยให้แก่ ผู้บริโภค นับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลย คือวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางลาวัลย์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2554 คณะกรรมการคุ้มครองผู้ปริโภค โจทก์ บริษัทรังสิยาอินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 10 (7) , ม. 39 ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม