ฎีกาที่ 12000/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 3
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 3 ให้ยกเลิก (1) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2515 (2) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 หมวด 3 การสงเคราะห์เด็ก
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “เด็ก” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส “เด็กเร่ร่อน” หมายความว่า เด็กที่ไม่มีบิดามารดาหรือผ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 5
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 5 ให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเยาวชนและครอบครัวตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 22
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 22 การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม การกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรือเป็นการเลือก...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 26 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้ (1) กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก (...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 78
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 78 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 88
พ.ศ. 2546 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 88 บรรดากฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที...
ย่อสั้น
แม้ขณะเกิดเหตุมีกฎกระทรวง (พ.ศ.2515) ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 กำหนดว่า การประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยคือ การประพฤติตนดังต่อไปนี้ (9) เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นเว้นแต่ไปกับบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ยังมีผลบังคับใช้จึงทำให้การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหลัง 22 นาฬิกาของ ท. ป. ธ. และ ส. เป็นการประพฤติตนไม่สมควร อันมีผลสืบเนื่องทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เฝ้าร้านเกมในขณะเกิดเหตุเป็นผู้กระทำความผิดฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) มีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549 โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 4 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ใช้บังคับแทนแล้ว ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้กำหนดว่า กรณีเด็กเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น เป็นการประพฤติตนไม่สมควร จึงเป็นกรณีที่กฎกระทรวงฉบับใหม่ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเดิมทั้งฉบับ ถือได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 22, 26 (3), 78 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26(3), 78 ปรับ 10,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟ้งได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 เวลา 22 นาฬิกาเศษ เจ้าพนักงานตำรวจนำโดยร้อยตำรวจเอกวีระพันธ์กับพวก เข้าไปตรวจที่ร้านซีเอ็นเกมเน็ตที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นร้านอินเตอร์เน็ตเเละเกมคอมพิวเตอร์ พบนายทศพร นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัช นายธนพัฒน์ และนายสุรพล ซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์อยู่ภายในร้านเกมดังกล่าว นายทศพล นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัชและนายสุรพลกำลังเล่นเกมภายในร้าน ส่วนนายธนพัฒน์นั่งรอเพื่อนที่กำลังเล่นเกม มีจำเลยเป็นผู้เฝ้าร้านเกมแทนนายวชิราชัย เจ้าของร้าน ซึ่งออกไปรับประทานอาหาร ร้อยตำรวจเอกวีระพันธ์กับพวกจึงจับกุมจำเลยพร้อมบุคคลดังกล่าวส่งร้อยตำรวจโทศุภชัย พนักงานสอบสวน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัช นายทศพร นายธนพัฒน์และนายสุรพลและบุคคลอื่นรวม 8 คน ซึ่งต่างมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เล่นเกมอยู่ในร้านที่เกิดเหตุหลังเวลา 22 นาฬิกา เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (พ.ศ.2515) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 จำเลยเป็นผู้ดูแลร้านที่เกิดเหตุในขณะนั้นเท่ากับเป็นการยินยอมหรือส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร จึงมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 88 บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ว่า บรรดากฎกระทรวงที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 294 ให้คงใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือเเย้งกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ จนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้ และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2549 ได้ออกกฎกระทรวง โดยอาศัยอำนาจของมาตรา 4 และมาตรา 6 เเห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับได้แล้ว กฎกระทรวงจึงไม่อาจใช้บังคับต่อไปได้อีก แม้ว่าขณะเกิดเหตุกฎกระทรวงที่ใช้บังคับยังเป็นกฎกระทรวง อันทำให้การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนหลังเวลา 22 นาฬิกา ของนายทศพล นายประเสริฐศักดิ์ นายไพรัช นายธนพัฒน์และนายสุรพลที่กำลังเล่นเกมเป็นการประพฤติตนไม่สมควร อันมีผลสืบเนื่องทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เฝ้าร้านเกมในขณะเกิดเหตุเป็นผู้กระทำความผิดฐานชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเหล่านั้นประพฤติตนไม่สมควรก็ตาม แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีการประกาศกฎกระทรวง ซึ่งไม่ได้กำหนดให้การเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 4 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นของเด็กเป็นการประพฤติตนไม่สมควรอีก ถือได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังทำให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า กฎกระทรวงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 โดยมีมาตรา 88 บัญญัติบทเฉพาะกาลให้กฎกระทรวง ที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 294 ซึ่งบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์การประพฤติตนไม่สมควรของเด็ก ให้มีผลใช้บังคับชั่วคราวจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เท่านั้น เมื่อต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549โดยอาศัยอำนาจในมาตรา 4 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กำหนดหลักเกณฑ์ของเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรใหม่ โดยไม่ได้กำหนดให้กรณีเด็กเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 4 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นเป็นการประพฤติตนไม่สมควรอีกต่อไป จึงเป็นกรณีกฎกระทรวงฉบับใหม่ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับเก่าทั้งฉบับ กฎกระทรวงฉบับเก่าจึงไม่มีผลใช้บังคับแล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยปล่อยให้นายทศพลกับพวกเล่นเกมในร้านที่เกิดเหตุโดยไม่มีผู้ปกครองคอยคุ้มครองดูแลควบคุมเป็นการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด หรือเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรซึ่งทำให้การกระทำของจำเลยดังกล่าวเข้าองค์ประกอบของความผิดตาม มาตรา 26 (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 แล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า กรณีเด็กประพฤติตนไม่สมควรมิจำต้องเป็นไปตามกฎกระทรวง ทั้งเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรเป็นเรื่องที่วิญญูชนพึงรู้จากกฎเกณฑ์ทางสังคม ค่านิยม และจารีตประเพณีประกอบกัน ส่วนกฎกระทรวงที่กำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549 เป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดตัวอย่างเท่านั้น ทั้งการที่นายทศพลกับพวกซึ่งเป็นนักเรียนและนักศึกษาไปเล่นเกมที่ร้านที่เกิดเหตุ เป็นการประพฤติตนไม่สมควรตามกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 แล้ว เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 จะบัญญัติว่า ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ (3) "บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด" โดยไม่ได้บัญญัติว่าให้เป็นไปตามกฎกระทรวง แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ได้บัญญัติกรณีที่เด็กเสี่ยงต่อการกระทำผิดว่า "เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด หมายความว่า เด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร เด็กที่ประกอบอาชีพหรือคบหาสมาคมกับบุคคลที่น่าจะชักนำไปในทางกระทำผิดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" จะเห็นได้ว่าตามความในมาตรา 4 ดังกล่าวได้บัญญัติคำจำกัดความของเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดไว้ว่า หมายความรวมถึงเด็กที่ประพฤติตนไม่สมควรด้วย เมื่อตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ได้บัญญัติความหมายของเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดให้เป็นไปตามกฎกระทรวงทั้งการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาได้จะต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่สามารถนำข้อปฏิบัติของวิญญูชน กฎเกณฑ์ทางสังคม ค่านิยม หรือจารีตประเพณีมาตีความตามฎีกาของโจทก์มาบังคับกับจำเลยได้ เมื่อกฎกระทรวงฉบับใหม่ มิได้กำหนดให้การเที่ยวเตร่ของเด็กในเวลากลางคืนเป็นการประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย การกระทำของจำเลยจึงไม่ใช่การชักจูง ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืนระหว่างเวลา 22 นาฬิกา ถึงเวลา 4 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น อันเป็นการประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด ส่วนที่เด็กไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 เห็นว่า กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 เป็นการออกตามความในตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 6 และมาตรา 64 เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติของเด็กนักเรียนนักศึกษา ไม่ใช่กฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4 ที่จะทำให้ผู้ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนฝ่าฝืนกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว จะเป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (3) และกรณีดังกล่าวโจทก์ไม่ได้กล่าวไว้ในฟ้องอีกด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12000/2554 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุรศักดิ์ ลาภเพิ่มพูนทรัพย์ จำเลย ป.อ. ม. 2 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 (3)