ฎีกาที่ 3263/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
สัญญาจ้าง ข้อ 3 กำหนดให้ผู้รับจ้างคือ ผู้ร้องและบริษัท ฟ. คู่สัญญาร่วมนำหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 16,850,000 บาท มามอบให้ผู้ว่าจ้าง คือ ผู้คัดค้าน เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือสัญญา ค้ำประกัน ของธนาคาร ผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมได้ดำเนินการตามข้อกำหนดข้อนี้ของสัญญาเรียบร้อยแล้ว สัญญา ค้ำประกัน จึงเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสัญญาจ้าง ซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือสัญญาประธาน ต้องถือว่าสัญญา ค้ำประกัน เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้าง หาใช่เป็นสัญญาที่แยกจากสัญญาจ้าง สัญญา ค้ำประกัน ระบุไว้ชัดเจนว่า ธนาคารผู้ ค้ำประกัน จะต้องชำระเงินที่ ค้ำประกัน ไว้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านในกรณีที่ผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง มีความหมายว่า สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ธนาคารผู้ ค้ำประกัน ชำระเงินตามที่ ค้ำประกัน ไว้แก่ผู้คัดค้านจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหาย หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย หรือมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญา การที่ผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมไม่สามารถสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าได้ทันภายในกำหนดเวลาในสัญญาจ้างได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมผิดสัญญาจ้างและขอริบหลักประกัน แต่เมื่อผู้ร้องได้ขอบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้คัดค้านผิดสัญญาจ้างเช่นกัน จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา อันจะต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาและชี้ขาดตามสัญญาจ้าง ข้อ 20 ผู้ค้ดค้านจะริบหลักประกันตามสัญญาจ้างได้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่ว่าอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาและชี้ขาดเสียก่อนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินอันเป็นหลักประกัน การที่ศาลมีหนังสือห้ามมิให้ธนาคารผู้ ค้ำประกัน ชำระเงินที่ ค้ำประกัน แก่ผู้คัดค้าน ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกันคือ ห้ามผู้คัดค้านได้รับเงินอันเป็นหลักประกันไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาชี้ขาดข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทแล้ว จึงมิใช่เป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือสั่งเกินคำขอของผู้ร้อง
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด (Fantuzzi - Reggoine S.P.A.) ทำสัญญารับจ้างผู้คัดค้านสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าชนิดเดินบนรางขนาดไม่น้อยกว่า 40 เมตริกตัน จำนวน 2 คัน ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 337,000,000 บาท ผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด วางหลักประกันเป็นหนังสือ ค้ำประกัน ของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 6,066,000 บาท และ 10,784,000 บาท ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 16,850,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านครบถ้วนตามสัญญาจ้าง ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 20 ว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญา หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ภายหลังทำสัญญาจ้างคู่สัญญามีข้อโต้แย้งต่อกันผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด จึงบอกเลิกสัญญาจ้างต่อผู้คัดค้าน จากนั้นต่อมาผู้คัดค้านมีหนังสือบอกเลิกสัญญาต่อผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด กับให้ชำระเงินตามสัญญา ค้ำประกัน โดยมีหนังสือแจ้งให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงิน 16,850,000 บาท ตามที่ ค้ำประกัน ไว้ให้แก่ผู้คัดค้าน จึงขอให้ศาลห้ามธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ชำระเงิน 16,850,000 บาท ตามที่ ค้ำประกัน ไว้ให้แก่ผู้คัดค้านชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตามหนังสือ ค้ำประกัน เลขที่ 2100000309/2003 จำนวนเงิน 6,066,000 บาท และเลขที่ 20 - 0011/46 จำนวนเงิน 10,784,000 บาท โดยให้คงมีผลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง แต่หากผู้ร้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้มีผลตลอดจนกว่าอนุญาตโตตุลาการจะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า สัญญา ค้ำประกัน มิใช่บทบังคับที่คู่สัญญาจะต้องทำสัญญา ค้ำประกัน หากแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทางเลือกในรูปแบบที่จะ ค้ำประกัน เท่านั้นและเป็นสัญญาระหว่างผู้คัดค้านกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่แยกออกจากสัญญาจ้าง ซึ่งธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะชำระเงินตามที่ ค้ำประกัน แก่ผู้คัดค้าน อีกทั้งสัญญา ค้ำประกัน ไม่มีข้อความที่กำหนดให้ดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการเพื่อการใช้สิทธิเรียกร้อง หรือการระงับข้อพิพาทใดๆ คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลผูกพันบังคับระหว่างผู้คัดค้านและธนาคารดังกล่าวนั้น เห็นว่า สัญญาจ้าง ข้อ 3 กำหนดให้ผู้รับจ้าง คือ ผู้ร้องและบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด คู่สัญญาร่วมนำหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 16,850,000 บาท มามอบให้ผู้ว่าจ้าง คือ ผู้คัดค้าน เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา หลักประกันเป็นเงินสดหรือหนังสือสัญญา ค้ำประกัน ของธนาคารที่เชื่อถือได้ตามแบบที่ผู้คัดค้านกำหนด ซึ่งผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมได้ดำเนินการตามข้อกำหนดข้อนี้ของสัญญาเรียบร้อยแล้ว สัญญา ค้ำประกัน จึงเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือสัญญาประธาน ต้องถือว่าสัญญา ค้ำประกัน เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างหาใช่เป็นสัญญาที่แยกจากสัญญาจ้าง นอกจากนั้นตามสัญญา ค้ำประกัน ยังระบุไว้ชัดเจนว่า ธนาคารผู้ ค้ำประกัน จะต้องชำระเงินที่ ค้ำประกัน ไว้ตามสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านในกรณีที่ผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง อันมีความหมายว่าสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่จะเรียกร้องให้ธนาคารผู้ ค้ำประกัน ชำระเงินตามที่ ค้ำประกัน ไว้แก่ผู้คัดค้านจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมก่อให้เกิดความเสียหาย หรือต้องชำระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่าย หรือมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญา ซึ่งกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าเมื่อผู้ร้องหรือบริษัทคู่สัญญาร่วมกระทำผิดสัญญาจ้างข้อใดข้อหนึ่งนั่นเอง ฉะนั้น การที่ผู้คัดค้านบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมไม่สามารถสร้างปั้นจั่นยกตู้สินค้าได้ทันภายในกำหนดเวลาในสัญญาจ้างได้ จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมผิดสัญญาจ้าง และขอริบหลักประกันตามสัญญา ค้ำประกัน สิทธิที่จะริบหลักประกันของผู้คัดค้านจึงมาจากการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องและบริษัทคู่สัญญาร่วมผิดสัญญา แต่เมื่อผู้ร้องได้ขอบอกเลิกสัญญาจ้างโดยอ้างว่าผู้คัดค้านผิดสัญญาจ้าง เช่นกันก่อนที่ผู้คัดค้านจะบอกเลิกสัญญา จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญา อันจะต้องเสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาและชี้ขาด ตามสัญญาจ้างข้อ 20 เมื่อข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทว่าฝ่ายใดผิดสัญญายังไม่ยุติผู้คัดค้านย่อมริบหลักประกันดังกล่าวไม่ได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารผู้ ค้ำประกัน ก็ดี หรือห้ามธนาคารผู้ ค้ำประกัน ระงับการจ่ายเงินตามที่ ค้ำประกัน ไว้แก่ผู้คัดค้านก็ดี เป็นการรอนสิทธิของผู้คัดค้านและธนาคารผู้ ค้ำประกัน เพราะการชำระเงินอันเป็นหลักประกันเป็นเงินของธนาคารผู้ ค้ำประกัน ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหาย และการห้ามธนาคารผู้ ค้ำประกัน ระงับการจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า ผู้คัดค้านจะริบหลักประกันดังกล่าวได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่ว่าอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาและชี้ขาดเสียก่อนว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติในเรื่องนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินอันเป็นหลักประกันได้นั้นจึงหาใช่เป็นการรอนสิทธิไม่ ส่วนที่ว่าการห้ามธนาคารผู้ ค้ำประกัน ระงับการจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านเป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้น ก็ได้ความว่าศาลชั้นต้นเพียงแต่มีหนังสือแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ห้ามมิให้ผู้คัดค้านทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารผู้ ค้ำประกัน ตามสัญญา ค้ำประกัน ให้ธนาคารผู้ ค้ำประกัน ทราบเท่านั้น มิได้ห้ามธนาคารผู้ ค้ำประกัน ระงับการจ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านแต่ประการใด อย่างไรก็ตามไม่ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามผู้คัดค้านมิให้ทวงถามหรือขอรับเงินจากธนาคารผู้ ค้ำประกัน ก็ดี หรือห้ามมิให้ธนาคารผู้ ค้ำประกัน ชำระเงินที่ ค้ำประกัน แก่ผู้คัดค้านก็ดี ก็ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกันคือ ห้ามผู้คัดค้านได้รับเงินอันเป็นหลักประกันไว้ชั่วคราวจนกว่าอนุญาโตตุลาการจะพิจารณาชี้ขาดข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทแล้วนั่นเอง จึงมิใช่เป็นการห้ามเกินคำสั่งของศาลชั้นต้นหรือสั่งเกินคำขอของผู้ร้อง ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับหนังสือสัญญา ค้ำประกัน บริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้ร้องกระทำแทนนั้น เห็นว่า บริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด นอกจากจะเป็นบริษัทคู่สัญญาร่วมกับผู้ร้องตามสัญญาจ้างแล้ว ยังได้ความตามสัญญาจ้างดังกล่าวอีกว่าบริษัทฟันตุสซี่ - เรเจเน่ จำกัด และผู้ร้องยังต้องมีความรับผิดต่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้จ้างร่วมกัน จึงเป็นเสมือนผู้ร่วมกิจการเดียวกัน การที่ผู้ร้องดำเนินการในเรื่องนี้เพียงลำพังแต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ร่วมกันแล้ว ย่อมมีผลถึงในส่วนของบริษัทคู่สัญญาร่วมดังกล่าวด้วย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แก่ผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3263/2554 บริษัทสหายสันติ จำกัด ผู้ร้อง การท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. ม. 142 ป.พ.พ. ม. 587 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 , ม. 16