ฎีกาที่ 10701/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี ใช้บังคับกับผู้ที่ถูกหัก ภาษี ไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสีย ภาษี รวมถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี อากรด้วย โจทก์อ้างว่าเป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี อากร แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปี ภาษี 2535 ถึงปี ภาษี 2539 ว่ามีเงินได้ประเภทดอกเบี้ยเงินกู้ยืมพร้อมนำส่ง ภาษี แก่จำเลย โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 27 ตรี (2) กรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาลให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณีนั้น คำว่า เป็นคดีในศาล หมายถึง คดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) หรือฟ้องคดีโดยเป็นคู่ความกับกรมสรรพากรอ้างว่าตนไม่มีหน้าที่เสีย ภาษี มิใช่เป็นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไประหว่างตนกับบุคคลอื่น แล้วนำผลคดีมาอ้างขยายเวลาขอคืน ภาษี การที่โจทก์ฟ้อง จ. แล้วศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำพิพากษาว่า จ. ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้นเป็นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไปไม่อยู่ในบังคับ ป.รัษฎากร มาตรา 27 ตรี (2) โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (3) ประกอบมาตรา 9
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 392,953.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 252,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 392,953.10 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 252,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรสำหรับปี ภาษี 2535 ถึง 2540 รวมเป็นเงิน 304,500 บาท วันที่ 4 ตุลาคม 2550 จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากรแก่โจทก์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 โจทก์อุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงิน ภาษี อากร และวันที่ 12 มีนาคม 2551 จำเลยได้รับหนังสือเรื่อง การโต้แย้งการขอคืนเงิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 โดยระบุว่า จำเลยยอมคืนเงิน ภาษี อากรแก่โจทก์เฉพาะปี ภาษี 2540 ส่วนปี ภาษี 2535 ถึง 2539 ไม่คืน ภาษี อากรให้ เพราะโจทก์ยื่นคำร้องเกินกว่าสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงนำคดีมาฟ้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินค่า ภาษี อากรสำหรับปี ภาษี 2535 ถึง 2539 พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี อากรแต่ได้ชำระ ภาษี อากรและได้นำส่งไว้แล้ว โจทก์ต้องยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรดังกล่าวภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 จึงเป็นเหตุทำให้การขอคืนเงิน ภาษี อากรสำหรับปี ภาษี ดังกล่าวเกินกว่าระยะเวลาสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยไม่คืนเงิน ภาษี อากรสำหรับปี ภาษี ดังกล่าวจึงชอบแล้ว และกรณีของโจทก์ไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การขอคืน ภาษี อากรและ ภาษี ที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสีย ภาษี หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี ตามที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่... (2) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้ หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับกับผู้ที่ถูกหัก ภาษี ไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสีย ภาษี รวมถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี อากรด้วย เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นผู้ที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี อากร แต่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปี ภาษี 2535 ถึงปี ภาษี 2539 ว่ามีเงินได้ประเภทดอกเบี้ยเงินกู้ยืม และได้ชำระ ภาษี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 252,500 บาท โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรภายในสามปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการ ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 สำหรับปี ภาษี ดังกล่าวจึงเป็นการยื่นคำร้องขอคืนเงิน ภาษี อากรเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้หรือเป็นคดีในศาล ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็นหนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี (2) นั้น คำว่า เป็นคดีในศาล หมายถึง คดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) หรือฟ้องร้องคดีโดยเป็นคู่ความกับกรมสรรพากร อ้างว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี มิใช่เป็นการฟ้องคดีแพ่งทั่วไประหว่างตนกับบุคคลอื่น แล้วนำผลของคดีมาอ้างขยายเวลาขอคืน ภาษี และกรณีของโจทก์มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขอคืนเงิน ภาษี อากรไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับกับกรณีของโจทก์ได้ เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระดอกเบี้ยจึงไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ภาษี หากเป็นจริงดังที่โจทก์อ้างก็ไม่มีเหตุผลที่โจทก์ต้องเสีย ภาษี ไปก่อนหลายปี ภาษี โดยไม่ฟ้องเรียกร้องจากลูกหนี้ และยังไม่ขอคืนเสียภายในเวลาสามปีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี โจทก์จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (3) ประกอบมาตรา 9 ที่ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี ใช้บังคับกับผู้เสีย ภาษี อากรหรือผู้มีหน้าที่เสีย ภาษี อากรหรือผู้มีหน้าที่ยื่นรายการในกรณีโดยทั่วไปในการขอคืน ภาษี อากร เนื่องจากถูกหัก ภาษี ณ ที่จ่ายเกินไปจากจำนวนที่ต้องเสียจริง หรือชำระค่า ภาษี มากกว่าจำนวนที่ต้องเสียจริงอันเกิดจากการคำนวณผิดพลาดไป หรือกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษี มีสิทธิขอคืนได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้มีสิทธิขอคืนเหล่านั้นต้องยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่กรณีของโจทก์ไม่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ต้องเสีย ภาษี ตามกฎหมาย จำเลยไม่มีอำนาจเรียกเก็บ ภาษี อากรจากโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ต้องเสีย ภาษี อากรหรือผู้ต้องยื่นรายการตามที่บังคับไว้ในประมวลรัษฎากร การที่จำเลยไม่ยอมคืนเงิน ภาษี อากรตั้งแต่ปี ภาษี 2535 ถึง 2539 เท่ากับเป็นการเรียกเก็บ ภาษี อากรจากโจทก์ผู้ซึ่งไม่ต้องเสีย ภาษี อากรหรือเป็นผู้ไม่ต้องยื่นรายการ จึงเป็นการเรียกเก็บ ภาษี อากรไว้โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการยึดเงินของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์เป็นเจ้าของเงินจำนวน 252,500 บาท จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งเงินของตนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10701/2554 นางสาวอุบลรัตน์ ชื้อวัฒนานุกูร โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี