ฎีกาที่ 3618/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาล ภาษี อากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือน ภาษี พิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือน ภาษี ถือว่าแต่ละเดือน ภาษี พิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้เมื่อเดือน ภาษี พฤศจิกายน 2547 ถึงเดือน ภาษี กุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือน ภาษี ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 กิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษี ซื้อที่เกี่ยวกับกิจการในส่วนที่ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณ ภาษี ได้เมื่อ ภาษี ซื้อพิพาทไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มอย่างไรโจทก์จึงไม่อาจนำ ภาษี ซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือน ภาษี พิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็น ภาษี ซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 (3)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า "ทอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง" โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศโจทก์จึงได้นำ ภาษี ซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืน ภาษี ซื้อสำหรับเดือน ภาษี พฤศจิกายน 2547 ถึงเดือน ภาษี มีนาคม 2548 รวม 5 เดือน ภาษี เป็น ภาษี ซื้อที่ขอคืนรวม 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี พิพาท รวม 5 ฉบับ จากจำเลยในการตรวจปฏิบัติการ ภาษี มูลค่าเพิ่มในเดือน ภาษี พิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้การบริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืน ภาษี ซื้อเนื่องจากเป็น ภาษี ซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงิน ภาษี ซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของ ภาษี ซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือน ภาษี พิพาท แต่จำเลยได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร ไม่อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษี ซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็น ภาษี ซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลและเป็นผู้ประกอบการที่ให้ใช้อัตรา ภาษี ร้อยละ 0 ในการคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่ม การให้บริการของโจทก์เป็นการให้บริการในราชอาณาจักรโดยไม่ต้องคำนึงว่าการให้บริการนั้นจะอยู่นอกราชอาณาจักร การยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับเดือน ภาษี พฤศจิกายน 2547 ถึงเดือน ภาษี มีนาคม 2548 ของโจทก์ถูกต้องแล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจเรียกเบี้ยปรับจากโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ประกอบกับเมื่อจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม จำเลยจึงไม่สามารถเรียกเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) ได้ นอกจากนี้หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มในเดือน ภาษี พิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ระบุเหตุผลซึ่งประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจในการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มและไม่ใช่เหตุผลที่รู้กันอยู่แล้ว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีอำนาจในการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มในเดือน ภาษี พิพาทและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และขอให้งดเบี้ยปรับ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่มให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเล แต่ไม่ได้ให้บริการในราชอาณาจักร จึงขอคืน ภาษี ซื้อไม่ได้ ในเดือน ภาษี พิพาทโจทก์ไม่มีการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักร แต่โจทก์มีรายรับจากการขนสินค้าระหว่างเมืองท่านอกราชอาณาจักร ถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคังต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษี ซื้อในเดือน ภาษี พิพาทจึงเป็น ภาษี ซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธินำ ภาษี ซื้อในเดือน ภาษี พิพาทมาขอคืน การยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี พิพาทจึงเป็นการยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวน ภาษี ซื้อในเดือน ภาษี พิพาทที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมิน ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88 (2) โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวน ภาษี ซื้อที่แสดงไว้เกินในแต่ละเดือน ภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) แต่การที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นควรให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นประโยชน์และเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว นอกจากนี้โจทก์ได้ทราบข้อเท็จจริงเหตุผลและข้อกฎหมายตามการประเมินแล้ว ทั้งหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มและใบแนบหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มมีรายละเอียดข้อเท็จจริง ข้อพิจารณา ข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจและข้อกฎหมายครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับคืน ภาษี ซื้อเป็นเงิน 283,010.46 บาท แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลและไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้คืนเงินในส่วนนี้ จึงถือว่าโจทก์ไม่โต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของ ภาษี ซื้อ และยอมรับว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนของ ภาษี ซื้อถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นยุติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาว่า ให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็บพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เรือเดินทะเล 1 ลำ ชื่อว่า "ทอร์เนคตาร์ชิปปิ้ง" โจทก์ใช้เรือเดินทะเลดังกล่าวให้บริการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกราชอาณาจักรโดยให้บริการขนส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และขนสินค้าระหว่างเมืองท่าต่างๆ ที่อยู่นอกราชอาณาจักร โจทก์ได้นำ ภาษี ซื้อในการดำเนินกิจการของโจทก์แต่ละเดือนมาใช้สิทธิขอคืน โดยโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) และใช้สิทธิขอคืน ภาษี ซื้อโดยไม่ชอบสำหรับเดือน ภาษี พฤศจิกายน 2547 ถึงเดือน ภาษี มีนาคม 2548 รวม 5 เดือน ภาษี พิพาทเป็นเงิน 283,011 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี พิพาทจำเลยรวม 5 ฉบับว่าในการตรวจปฏิบัติการ ภาษี มูลค่าเพิ่มในเดือน ภาษี พิพาท โจทก์ได้ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลโดยไม่มีการให้บริการและไม่มีรายได้จากการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืน ภาษี ซื้อเนื่องจากเป็น ภาษี ซื้อต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงิน ภาษี ซื้อคืน พร้อมกับแจ้งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 1 เท่าของ ภาษี ซื้อที่ขอคืนในแต่ละเดือน ภาษี พิพาทโดยพิจารณาลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวมเป็นเบี้ยปรับ 141,502 บาท โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายรับจากการรับขนสินค้าระหว่างท่าเรือนอกราชอาณาจักรถือเป็นการให้บริการและใช้บริการนอกราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษี ซื้อที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์เป็น ภาษี ซื้อต้องห้ามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นชอบกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงนำคดีนี้มาฟ้อง พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า กรณีมีเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ในเดือน ภาษี พิพาทไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวน ภาษี ซื้อคลาดเคลื่อน โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่จะผ่อนผันให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามการประเมินลงอีก ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาล ภาษี อากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มแก่โจทก์สำหรับแต่ละเดือน ภาษี พิพาทรวม 5 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มที่ประเมินในแต่ละเดือน ภาษี ถือว่าแต่ละเดือน ภาษี พิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือน ภาษี พฤศจิกายน 2547 ถึงเดือน ภาษี กุมภาพันธ์ 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือน ภาษี ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ในส่วนนี้ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แต่สำหรับเดือน ภาษี มีนาคม 2548 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยเรือเดินทะเลทั้งในและนอกราชอาณาจักร มีทั้งให้บริการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร จากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรและจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง แม้ตามประมวลรัษฎากรจะไม่ได้ให้ความหมายไว้ว่า "การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ" ที่ให้ผู้ประกอบการนิติบุคคลใช้อัตรา ภาษี ร้อยละ 0 ในการคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (3) หมายถึงกิจการในลักษณะใดบ้างก็ตาม แต่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ที่บัญญัติว่า "การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (1) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ (2) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึงบริการที่ทำในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจักร การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่าการให้บริการนั้นเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร" ดังนั้น การขนส่งระหว่างประเทศที่จะอยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม จึงหมายถึงกิจการการขนส่งที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร การพิจารณาว่ากิจการส่วนใดของโจทก์อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายกิจการ หาใช่ว่าเมื่อกิจการของโจทก์เป็นการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งแล้วจะถือเป็นกิจการที่ทำในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มทั้งหมดตามที่โจทก์ฟ้องไม่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากในราชอาณาจักรออกไปยังนอกราชอาณาจักร และในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่บางส่วนได้ทำหรือได้ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรจึงอยู่ในบังคับที่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่ม แม้เรือจะอยู่นอกราชอาณาจักรในเดือน ภาษี พิพาทก็ตามแต่สำหรับกิจการของโจทก์ในส่วนที่เป็นการขนส่งสินค้าจากนอกราชอาณาจักรแห่งหนึ่งไปยังนอกราชอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งนั้นมีลักษณะเป็นการรับขนสินค้านอกราชอาณาจักรทั้งสิ้น แม้โจทก์จะมีการทำธุรกรรมการประสานงานหรือการติดต่อลูกค้าในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม แต่ลักษณะสำคัญของการให้บริการโดยตรงของโจทก์คือการให้บริการรับขนสินค้า เมื่อการทำงานในส่วนนี้มิใช่เป็นการรับขนสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือรับขนสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ถือว่าเป็นกิจการที่ไม่มีส่วนใดได้ทำการขนส่งสินค้าหรือได้ใช้บริการขนส่งสินค้านั้นในราชอาณาจักร จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ภาษี ซื้อที่เกี่ยวกิจการในส่วนนี้ย่อมไม่อาจนำมาหักในการคำนวณ ภาษี ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่า ภาษี ซื้อพิพาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการขนส่งจากในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักรหรือจากนอกอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มอย่างไร โจทก์จึงไม่อาจนำ ภาษี ซื้อที่ถูกเรียกเก็บในแต่ละเดือน ภาษี พิพาทดังกล่าวมาหักในการคำนวณ ภาษี มูลค่าเพิ่มในกิจการนี้ได้ เนื่องจากเป็น ภาษี ซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 (3) เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี มูลค่าเพิ่มเป็นเหตุให้จำนวน ภาษี ซื้อในเดือน ภาษี พิพาทแสดงไว้คลาดเคลื่อนไปซึ่งอาจทำให้รัฐต้องเสียหาย จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือเพียงร้อยละ 50 นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอตามฟ้องโจทก์สำหรับเดือน ภาษี มีนาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2554 บริษัททอร์ เนคตาร์ ชิปปิ้ง โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 224 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25 ป.รัษฎากร ม. 77/2 , ม. 80/1 , ม. 82/5