ฎีกาที่ 3322/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 7 ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งในเรื่องต่อไปนี้ (1) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องขอ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 8 คดีตามมาตรา 7 (1) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะ...
ย่อสั้น
หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาระบุปี ภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณ ภาษี ภาษี ที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือดังกล่าว สำหรับหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มมีรายการยอดขายและ ภาษี ขาย ผลการตรวจยอดขายในเดือนพิพาท ยอดขายที่ต้องเสีย ภาษี ยอดแตกต่าง ภาษี ขาย รายการคำนวณ ภาษี รายการเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ รวม ภาษี ที่ต้องชำระเพิ่ม ทั้งมีเหตุผลประเมินที่ด้านหลังและข้อควรทราบระบุว่า โจทก์มีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนผู้ประกอบการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ และเป็นกรณีประกอบกิจการโดยไม่ได้จดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่ม สำหรับคำวินิจฉัย อุทธรณ์วินิจฉัยเกี่ยวกับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัท น. และบริษัทดังกล่าวตีราคาสิทธิการเช่าเป็นหุ้นให้โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องนำเงินลงทุนเป็นการแลกเปลี่ยน โจทก์จึงได้รับประโยชน์เท่ากับมูลค่าสิทธิที่ระบุในงบการเงินของบริษัท ถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าบริษัท น. ให้สัตยาบันเกี่ยวกับสัญญาหรือค่าใช้จ่ายค่ารื้อถอนให้ผู้อยู่อาศัยเดิมก่อนการจัดตั้งบริษัท จึงถือเอารายจ่ายดังกล่าวนั้นมาตีราคาเป็นมูลค่าหุ้นของโจทก์ไม่ได้ เจ้าพนักงานหักค่าใช้จ่ายการโอนสิทธิการเช่าตามหลักฐานที่ปรากฏตามความจำเป็นและสมควร โดยคำนวณเฉลี่ยตามสัดส่วนของเนื้อที่ที่ดินถือว่าเป็นธรรมแล้ว เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โจทก์นำไปยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2549 โดยขอเครดิต ภาษี ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่ได้รับยกเว้น ภาษี เงินได้ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 247) พ.ศ.2534 และเจ้าพนักงานได้ประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนซื้อ อากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแล้ว เงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดิน เจ้าพนักงานประเมินประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเงินได้ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับรายจ่าย เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น ส่วนเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ จึงให้โจทก์เสีย ภาษี และเงินเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่มมีความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัท น. โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นมูลค่าหุ้น กรณีถือเป็นการขายสินค้าไม่มีรูปร่างตามมาตรา 77/1 (8) (9) แห่ง ป.รัษฎากร มูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/3 (1) เจ้าพนักงานประเมินตามมูลค่าที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัทเป็นการถูกต้องแล้ว เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลด โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น เห็นได้ว่า หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจครบถ้วนแล้วตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 โจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ถือครองเป็นระยะเวลาสั้นมากไม่ถึง 1 ปี และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อมาเพื่อจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญหรือได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินสมกับเนื้อที่ แต่หลังจากซื้อที่ดิน 1 เดือน โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ ภาษี ธุรกิจเฉพาะประเภทการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร เงินได้จากการขายที่ดินของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48 (4) (ข) โจทก์ไม่มีสิทธิจะเลือกเสีย ภาษี โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48 (1) และ (2) และไม่อาจหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 165) พ.ศ.2529 แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่ง ป.รัษฎากร และมาตรา 8 ทวิ แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกัน โจทก์จึงอ้างถึงเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ สัญญาเช่าที่ดินมีข้อความว่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ผู้เช่าได้กระทำลงในที่ดินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่านำอาคารพาณิชย์ อาคารอพาร์ตเมนต์และอาคารสรรพสินค้าที่ปลูกสร้างลงในที่ดินที่เช่าออกให้บุคคลอื่นเช่า จึงมีลักษณะต่างตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ถือไม่ได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อ ป. ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1600 โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. ได้รับอนุมัติจากกรมการศาสนาเข้าสืบสิทธิการเช่าที่ดินดังกล่าว แม้โจทก์ทำสัญญากับกรมการศาสนาโดยเป็นผู้เช่า ก็เป็นการสืบสิทธิของ ป. เจ้ามรดกผู้เช่าเดิม แต่สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสินสมรส จึงเป็นมรดกของ ป. เพียงกึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นผู้เช่าแต่ผู้เดียว และบริษัท น. ออกหุ้นตามมูลค่าสิทธิการเช่าดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระค่าหุ้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินได้ตามมาตรา 61 แห่ง ป.รัษฎากร การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัท น. ถือว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษี เงินได้ตามมาตรา 42 (9) แห่ง ป.รัษฎากร เพียงกึ่งหนึ่ง ป.ทำสัญญาเช่าตั้งแต่ก่อน จ. และ ฉ. ทำสัญญาร่วมถือสิทธิและลงทุนกับ ป.และจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท น. แสดงว่า ป. ทำสัญญาในฐานะส่วนตัว มิใช่ตัวแทนบริษัทดังกล่าว ความผูกพันตามสัญญาร่วมถือสิทธิและลงทุนเป็นเพียงหน่วย ภาษี มิใช่มีสภาพบุคคลที่จะเป็นตัวการดังที่โจทก์อ้าง ค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่กรมการศาสนาไม่ได้แบ่งแยกเป็นรายโฉนด โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัท น. เฉพาะโฉนดเลขที่ 1946 การที่เจ้าพนักงานประเมินเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินแต่ละโฉนดจึงสมเหตุผล ส่วนค่ารื้อถอนให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิมเจ้าพนักงานประเมินยอมให้ถือเป็นรายจ่ายของที่ดินแต่ละโฉนดตามจำนวนเงินและหลักฐานของแต่ละแปลงเป็นวิธีที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิการเช่าทั้งหมด เจ้าพนักงานประเมินมิได้โต้แย้งว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณ ภาษี แม้โจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอันเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษี เงินได้กึ่งหนึ่งของการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว มาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี (ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 8 ทวิ แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ก็มิได้ห้ามโจทก์หักค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน การที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้นำรายจ่ายดังกล่าวเต็มจำนวนมาคำนวณ ภาษี เงินได้จึงเหมาะสมและเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว มาตรา 42 (9) แห่ง ป.รัษฎากร ที่กำหนดให้เงินได้พึงประเมินซึ่งเป็นการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษี เงินได้นั้น ใช้เฉพาะกรณี ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา มิใช่เป็นกรณียกเว้น ภาษี มูลค่าเพิ่ม การที่โจทก์ได้รับยกเว้น ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาไม่เป็นผลผูกมัดถึงการวินิจฉัยในส่วน ภาษี มูลค่าเพิ่มด้วย โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัท น. สิทธิการเช่าดังกล่าวมีราคาและถือเอาได้ จึงเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจ โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (5) แห่ง ป.รัษฎากร การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งเป็นทางการค้าหรือหากำไรต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่ง ป.รัษฎากร ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ซึ่งไม่มีกรณีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา โจทก์ต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ค่าเช่าบ้านที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินข้อนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงนำปัญหานี้มาฟ้องต่อศาล ภาษี อากรกลางไม่ได้ ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 แม้ศาล ภาษี อากรกลางจะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล ภาษี อากรกลาง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาตามหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 11800010/1/103257 ถึง 103262 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 เพิกถอนการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มเลขที่ 11800010/5/103784 ถึง 103787 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.11 นศ/16 ถึง 25/2543 (ที่ถูก 2546) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 กับงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า หนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 11800010/1/103257 ถึง 103262 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มเลขที่ 11800010/5/103784 ถึง 103787 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.11 นศ/16 ถึง 22/2546 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 รายพิพาทเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วย (1) ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ (2) ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (3) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ" ในการคำนวณ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา มาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดเงินได้พึงประเมินต้องเสีย ภาษี เงินได้ว่า เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 42 ทวิ ถึง 47 หรือ 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสีย ภาษี ในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตรา ภาษี เงินได้ พิเคราะห์แล้ว หนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) รายพิพาทระบุปี ภาษี รายละเอียดแสดงการคำนวณ ภาษี โดยแสดงเงินได้พึงประเมิน แสดงเงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 42 ทวิ ถึง 46 และค่าลดหย่อน จากนั้นรายการคำนวณ ภาษี แสดง ภาษี เงินได้จากการคำนวณ มีรายการ ภาษี หัก ณ ที่จ่ายและเครดิต ภาษี ที่ได้ชำระไว้แล้ว จากนั้นแสดง ภาษี ที่ต้องชำระ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ทั้งแสดงเหตุผลที่ประเมินไว้ท้ายหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว และให้โจทก์นำเงินจำนวนตามการประเมินนั้นไปชำระ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีคำเตือนตามกฎหมายอยู่ด้านหลังของหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาแต่ละฉบับ ดังนั้น จึงมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และได้แสดงเหตุผลที่ประเมินซึ่งเป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแล้ว สำหรับกรณีหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มรายพิพาทนั้น มาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ผู้ประกอบการเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจาก ภาษี ขายหักด้วย ภาษี ซื้อในแต่ละเดือน ภาษี หาก ภาษี ขายมากกว่า ภาษี ซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระ ภาษี เท่ากับส่วนต่างนั้น หาก ภาษี ซื้อมากกว่า ภาษี ขาย ให้เป็นเครดิต ภาษี และให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิได้รับคืน ภาษี หรือนำไปชำระ ภาษี มูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน 8 พิเคราะห์แล้ว หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) รายพิพาทมีรายการยอดขายและ ภาษี ขาย โดยมีรายการแสดงผลการตรวจยอดขายในเดือนพิพาท ยอดขายที่ต้องเสีย ภาษี ยอดแตกต่าง และแสดง ภาษี ขายในเดือนดังกล่าว กับได้แสดงรายการคำนวณ ภาษี จากนั้นมีรายการเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย รวม ภาษี ที่ต้องชำระเพิ่มเติม และให้โจทก์นำ ภาษี ไปชำระ ณ สรรพากรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือดังกล่าว ทั้งมีรายการเหตุผลที่ประเมินด้านหลังของแบบแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มและข้อควรทราบ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินระบุว่า โจทก์มีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนผู้ประกอบการ ภาษี มูลค่าเพิ่ม แต่ยังมิได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ และเป็นกรณีประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียน ภาษี มูลค่าเพิ่ม เห็นได้ว่า หนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี มูลค่าเพิ่มได้จัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย ซึ่งประกอบด้วยเหตุผลทั้งในส่วนข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ตลอดจนข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้น วินิจฉัยเกี่ยวกับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาที่พิพาททั้งหมดทำนองเดียวกัน ความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด และบริษัทดังกล่าวตีราคาสิทธิการเช่าเป็นหุ้นให้โจทก์ โดยโจทก์ไม่ต้องนำเงินลงทุนเป็นการแลกเปลี่ยน โจทก์จึงได้รับประโยชน์เท่ากับมูลค่าสิทธิที่ระบุในงบการเงินของบริษัท ถือเป็นเงินได้ของโจทก์ตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด ให้สัตยาบันเกี่ยวกับสัญญาหรือค่าใช้จ่ายค่ารื้อถอนให้ผู้อยู่อาศัยเดิมก่อนการจัดตั้งบริษัท จึงถือเอารายจ่ายดังกล่าวนั้นมาตีราคาเป็นมูลค่าหุ้นของโจทก์ไม่ได้ เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายการโอนสิทธิการเช่าตามหลักฐานที่ปรากฏตามความจำเป็นและสมควร โดยคำนวณเฉลี่ยตามสัดส่วนของเนื้อที่ที่ดินถือว่าเป็นธรรมแล้ว เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โจทก์นำไปยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2539 โดยขอเครดิต ภาษี ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่ได้รับยกเว้น ภาษี เงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 247) พ.ศ.2534 และเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนซื้อ อากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนแล้ว เงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดิน เจ้าพนักงานประเมินประเมินเงินได้สุทธิโดยหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเงินได้ ตามหลักความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับรายจ่าย เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น ส่วนเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ จึงให้โจทก์เสีย ภาษี และเงินเพิ่มตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน เว้นแต่เบี้ยปรับให้งดทั้งหมด เห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาที่พิพาททุกฉบับได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแล้ว สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์กรณี ภาษี มูลค่าเพิ่มสำหรับเดือน ภาษี มิถุนายน 2539 มีความว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด โดยได้รับประโยชน์ตอบแทนเป็นมูลค่าหุ้น กรณีถือเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) แห่งประมวลรัษฎากร มูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการดังกล่าวต้องเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินประเมินตามมูลค่าที่ปรากฏในงบการเงินของบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เป็นการถูกต้องแล้ว เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้งดหรือลด โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมาย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ภาษี จึงงดเบี้ยปรับให้ทั้งสิ้น คงให้โจทก์เสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มตามการประเมิน เว้นแต่เบี้ยปรับให้งดทั้งหมด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับ ภาษี มูลค่าเพิ่มของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับพิพาทได้ให้เหตุผลครบถ้วนตามที่บัญญัติในมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว ข้อนี้ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า เงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 ของโจทก์ ในปี ภาษี 2539 เป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งโจทก์มีสิทธิเลือกเสีย ภาษี ตามมาตรา 48 (4) (ข) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร กับโจทก์มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ 165) พ.ศ.2529 หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 แล้วประมาณ 1 เดือน โจทก์ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ประเภทการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ตามคำขอจดทะเบียน ภาษี ธุรกิจเฉพาะ และปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 19 ห้อง ขายเป็นทางการค้าหรือหากำไร ตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นประกอบกันฟังได้ว่า เงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 ของโจทก์ไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 48 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเลือกเสีย ภาษี โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์ได้รับมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 โจทก์ต้องนำไปยื่นแบบแสดงรายการและเสีย ภาษี ภายในเดือนกันยายนของปี ภาษี นั้น ตามมาตรา 56 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์อ้างว่า เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ดังนั้นโจทก์มีสิทธิเลือกเปลี่ยนแปลงวิธีการยื่นแบบแสดงรายการใหม่โดยเลือกเสีย ภาษี โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณ ภาษี ตามมาตรา 48 (4) (ข) นั้น ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาเรื่องการหักค่าใช้จ่ายนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กรณีของโจทก์ไม่ใช่เงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร จึงไม่อาจหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ 165) พ.ศ.2529 แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร และมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ซึ่งไม่มีการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น โดยนำมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม การที่เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาหักค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนซื้อที่ดิน ค่าอากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ข้อนี้ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 ตามมาตรา 56 ทวิ สำหรับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาปี ภาษี 2539 (ครึ่งปี) ตามแบบ ภ.ง.ด. 94 แล้ว แต่เอกสารของโจทก์หายไป ซึ่งโจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย เห็นว่า รายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายระบุว่า โจทก์แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจเรื่องสำเนาแบบ ภ.ง.ด. 94 ของโจทก์สูญหายเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2547 หลังจากโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินจากเจ้าพนักงานประเมิน 2 ปีเศษ และหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว 9 เดือนเศษ ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวสูญหายไปตั้งแต่เมื่อใด และแม้โจทก์มีสำเนาใบเสร็จ เป็นหลักฐานให้น่าเชื่อว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด. 94 สำหรับปี ภาษี ดังกล่าว แต่ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์นำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) สำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โฉนดเลขที่ 48984 รวมคำนวณ ภาษี ในแบบแสดงรายการดังกล่าวด้วยแล้ว และเมื่อพิเคราะห์ถึงคำอุทธรณ์ของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในปัญหานี้เพียงว่า เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์โฉนดเลขที่ 48984 เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์มีสิทธิจะเลือกเสีย ภาษี โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณ ภาษี ตาม (1) (2) ของมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร ได้ตามมาตรา 48 (4) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งข้ออ้างตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว แสดงถึงโจทก์ไม่จำต้องนำรายการดังกล่าวไปรวมคำนวณเสีย ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภาษี หรือเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาเต็มปี ภาษี ดังกล่าว จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ได้แสดงรายการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในการยื่นแบบ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาปี ภาษี 2539 (ครึ่งปี) พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้นำเงินได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 48984 รายพิพาทไปยื่นแบบแสดงรายการเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2539 (ครึ่งปี) (ภ.ง.ด. 94) ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเกี่ยวกับเงินได้ส่วนนี้จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินว่า โจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เท่ากับมูลค่าสิทธิการเช่าที่ระบุในงบการเงินของบริษัทดังกล่าว และถือว่าเป็นรายได้ของโจทก์ที่ต้องเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาและเสีย ภาษี มูลค่าเพิ่มถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความดังที่จำเลยแก้อุทธรณ์ แต่เมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ต้องเสีย ภาษี ตามการประเมินในข้อดังกล่าวแล้ว ตามมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกัน ดังนั้น โจทก์จึงอ้างถึงเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น สัญญาเช่าระหว่างนายประสานกับกรมการศาสนาตามสัญญาเช่าที่ดิน มีข้อความว่า ผู้เช่ายอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ผู้เช่าได้กระทำลงในที่ดินที่เช่าให้แก่ผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่านำอาคารพาณิชย์ อาคารอพาร์ตเมนต์ และอาคารสรรพสินค้าที่ปลูกสร้างลงในที่ดินที่เช่าออกให้บุคคลอื่นเช่า สัญญาเช่าจึงมีลักษณะต่างตอบแทนชนิดพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จึงถือไม่ได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนายประสาน เมื่อนายประสานถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายประสานได้รับอนุมัติจากกรมการศาสนาเข้าสืบสิทธิการเช่าที่ดินดังกล่าว แม้โจทก์ได้ทำสัญญากับกรมการศาสนาโดยเป็นผู้เช่าที่ดิน แต่ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับกรมการศาสนา ก็มีข้อความทำนองเดียวกับการที่นายประสานสามีโจทก์เช่าที่ดินกับกรมการศาสนา จึงเป็นการสืบสิทธิของนายประสานเจ้ามรดกผู้เช่าเดิมนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามสิทธิการเช่าที่นายประสานได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ดังกล่าวเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 1474 เมื่อนายประสานถึงแก่ความตาย สิทธิการเช่าดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกของนายประสานเพียงกึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นผู้เช่าตามสัญญาเช่ากับกรมการศาสนาดังกล่าวข้างต้นแต่ผู้เดียว และโจทก์นำสืบรับว่าบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการอยู่ด้วยได้ออกหุ้นตามมูลค่าของสิทธิการเช่าตามสัญญาดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นเป็นเงินสดที่น่าเชื่อถือ ดังนี้ แม้โจทก์หรือนายประสานจะผูกพันตามสัญญาถือสิทธิร่วมและร่วมลงทุนกับนายจรินทร์และนายฉายเป็นประการใดก็ไม่ทำให้หลุดพ้นหน้าที่ที่จะต้องเสีย ภาษี เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 การที่โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด จึงต้องถือว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษี เงินได้เพียงกึ่งหนึ่งของรายได้จากการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินว่าโจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1946 ให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เท่ากับมูลค่าสิทธิการเช่าที่ระบุในงบการเงินของบริษัทดังกล่าว และถือเป็นรายได้ของโจทก์ที่ต้องเสีย ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดานั้น ไม่ถูกต้อง เพราะว่าสิทธิการเช่าเฉพาะส่วนอันเป็นมรดกนั้น ได้รับยกเว้น ภาษี ตามมาตรา 42 (9) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การโอนสิทธิการเช่าให้แก่บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เป็นการกระทำตามความผูกพันที่นายประสานสามีโจทก์ได้ตกลงกับนายจรินทร์และนายฉาย และเป็นกรณีถือสิทธิแทนและทำการแทนเป็นตัวแทนของบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด การโอนสิทธิการเช่าระหว่างตัวแทนกับตัวการย่อมไม่มีเงินได้พึงประเมินนั้น เห็นว่า นายประสานสามีโจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวกับกรมการศาสนาตั้งแต่ปี 2532 นายจรินทร์กับนายฉายทำสัญญาร่วมถือสิทธิและลงทุนกับนายประสานสามีโจทก์เมื่อปี 2536 แต่มีการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เมื่อเดือนมกราคม 2537 แสดงว่านายประสานทำสัญญาในฐานะส่วนตัว นายประสานสามีโจทก์จึงมิใช่ตัวแทนของบริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด ส่วนความผูกพันตามสัญญาระหว่างโจทก์กับนายจรินทร์และนายฉายหากมีอยู่จริงก็มีลักษณะเป็นคณะบุคคล ซึ่งเป็นเพียงหน่วย ภาษี ที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้ตามมาตรา 56 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร มิใช่มีสภาพบุคคลที่จะเป็นตัวการได้ดังที่โจทก์อ้าง สำหรับปัญหาว่าเจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณ ภาษี ถูกต้องหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์เช่าที่ดินจากกรมการศาสนา 2 โฉนด เนื้อที่ไม่เท่ากัน คือโฉนดเลขที่ 1943 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 86 ตารางวาเศษ และโฉนดเลขที่ 1946 เนื้อที่ 4 ไร่ 58 ตารางวาเศษ แต่ค่าตอบแทนต่าง ๆ ที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่กรมการศาสนาตามสัญญาเช่าไม่ได้แบ่งแยกค่าตอบแทนเป็นรายโฉนด โจทก์โอนสิทธิการเช่าให้บริษัทนครรอยัลซิตี้ จำกัด เฉพาะโฉนดเลขที่ 1946 ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินที่โจทก์เช่าแต่ละโฉนดจึงสมเหตุผล สำหรับค่าใช้จ่ายเป็นค่ารื้อถอนให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิม ระบุว่าเจ้าพนักงานประเมินยอมให้ถือเป็นรายจ่ายของที่ดินแต่ละโฉนดตามจำนวนเงินและหลักฐานที่ระบุได้ว่าเป็นรายจ่ายของแต่ละแปลง เว้นแต่ค่ารื้อถอนที่ไม่สามารถระบุโฉนดได้เท่านั้นที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาเฉลี่ยเป็นรายจ่ายของที่ดินแต่ละแปลงย่อมเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ที่โจทก์เบิกความว่า สัญญาถือสิทธิร่วมและร่วมลงทุน แสดงว่าสิทธิการเช่าโฉนดเลขที่ 1946 มีรายจ่ายที่จ่ายไปแล้วจำนวน 34,000,000 บาท ถือว่าต่างฝ่ายต่างต้องมีรายจ่ายฝ่ายละกึ่งหนึ่ง จึงเป็นต้นทุนการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า 17,000,000 บาท และถือได้ว่าโจทก์มีหลักฐานและเหตุผลตามความจำเป็นและสมควรในการแสดงว่ามีค่าใช้จ่ายชดเชยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้เช่าเดิมเป็นจำนวน 16,065,000 บาทนั้น เห็นว่า นายประสานเป็นผู้มีสิทธิการเช่าเพียงผู้เดียวอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น สัญญาถือสิทธิร่วมและร่วมลงทุนดังกล่าวนอกจากไม่ใช่เอกสารหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์หรือนายประสานมีรายจ่ายในการได้มาซึ่งสิทธิการเช่าโฉนดเลขที่ 1946 แล้ว ยังกลับเป็นหลักฐานที่แสดงว่าโจทก์หรือนายประสานได้รับประโยชน์ตอบแทนจากนายจรินทร์กับนายฉายในการให้คนทั้งสองเข้ามีส่วนร่วมถือสิทธิดังกล่าวเป็นจำนวน 13,600,000 บาท และ 6,800,000 บาท ตามลำดับ คำเบิกความของโจทก์ขัดต่อเหตุผลและข้อความในเอกสาร จึงไม่อาจรับฟังเป็นดังที่โจทก์เบิกความได้ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ว่า โจทก์ได้จ่ายค่ารื้อถอนมากกว่าจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย และไม่สามารถนำสืบหักล้างว่าการคำนวณของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องอย่างไร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาว่า เมื่อฟังว่าโจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำรายได้จากการโอนสิทธิการเช่าอันเป็นมรดกรวมคำนวณ ภาษี ตามมาตรา 42 (9) แล้ว คงต้องนำรายได้กึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษี เงินได้ แต่ค่าใช้จ่ายของโจทก์เจ้าพนักงานประเมินยอมให้หักเต็มจำนวนมิใช่หักได้เพียงกึ่งหนึ่งด้วยนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ที่มิได้ระบุไว้ในมาตรา 8 ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16 ) พ.ศ.2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ค่าใช้จ่ายที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้โจทก์ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ ภาษี นั้น เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิการเช่าทั้งหมด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมิได้โต้แย้งว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณ ภาษี ด้วย แม้ว่าโจทก์มีเงินได้จากการโอนสิทธิการเช่าอันเป็นสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษี เงินได้กึ่งหนึ่งของการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว ส่วนมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี ก็มิได้ห้ามโจทก์หักค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนตามหลักฐานที่แสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินยอมให้นำรายจ่ายดังกล่าวของโจทก์เต็มจำนวนมาคำนวณ ภาษี เงินได้ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเหมาะสมและเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ที่ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัยว่า การเข้าทำสัญญาเช่ากับกรมการศาสนานั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า ไม่ใช่ทรัพย์สินอันเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทแต่อย่างใด ไม่เป็นการโอนสิทธิการเช่าซึ่งเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทรัพย์มรดกนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2540 (ครึ่งปี) ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2540 ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2541 (ครึ่งปี) และ ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ภาษี 2541 ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งเป็นทางการค้าหรือหากำไรนั้น ต้องหักค่าใช้จ่ายตามมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 ซึ่งไม่มีกรณีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา โจทก์ต้องแสดงหลักฐานนำมาพิสูจน์ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรตามมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดต่อเจ้าพนักงานประเมินเพื่อขอหักค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพื่อความเป็นธรรมเจ้าพนักงานประเมินยอมให้หักค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ โดยการคำนวณวิธีดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว แม้ข้อความตามเอกสารจะสรุปรายได้ของโจทก์ในปี 2539, 2540 และ 2541 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อผู้ซื้อ ราคาที่ผู้ซื้อของแต่ละรายและรายละเอียดจำนวนเงินที่ผู้ซื้อแต่ละรายชำระเป็นรายงวดแตกต่างกันไป แม้โจทก์และจำเลยจะไม่สืบอธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดวิธีการซื้อขาย แต่จากข้อความที่ปรากฏในเอกสารก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้ซื้อแต่ละรายต้องจ่ายเงินมัดจำก่อนจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นต้องผ่อนชำระราคาเป็นรายงวด โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธรายละเอียดผู้ซื้อและจำนวนเงินที่ระบุว่าการผ่อนชำระไม่ถูกต้อง ย่อมฟังได้ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ข้อมูลตัวเลขที่นำมาใช้ในการคำนวณจากสัญญาหรือบัญชีของโจทก์นั่นเอง การที่เจ้าพนักงานประเมินจะทราบรายละเอียดในอนาคตหรือปีถัดไปของโจทก์ล่วงหน้า จึงมิใช่เรื่องขาดเหตุผลเสียทีเดียว เพราะเป็นรายได้ที่มีกำหนดชำระตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับปี ภาษี ดังกล่าวไม่ถูกต้อง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ค่าเช่าบ้านจำนวน 108,000 บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่าเป็นเงินได้ที่โจทก์ได้รับมาระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2541 แต่โจทก์มิได้แบบยื่นแสดงรายการเสีย ภาษี ภายในเดือนกันยายนของปี 2541 นั้น ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์การประเมินข้อนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงนำปัญหานี้มาฟ้องต่อศาล ภาษี อากรกลางไม่ได้ตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2528 ข้อนี้แม้ศาล ภาษี อากรกลางจะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่เกิดสิทธิแก่โจทก์ในอันที่จะอุทธรณ์ปัญหานี้ต่อศาลฎีกา เพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล ภาษี อากรกลาง ต้องห้ามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขหนังสือแจ้ง ภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาเลขที่ 11800010/1/103257 และเลขที่ 11800010/1/103258 ลงวันที่ 23 เมษายน 2545 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.11 นศ/16/2546 และเลขที่ สภ.11 นศ/17/2546 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 โดยให้นำมูลค่าสิทธิการเช่าตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินมาคำนวณเป็นเงินได้ของโจทก์เพียงกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาล ภาษี อากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3322/2554 นางสุรีย์ เอื้อวงศ์ประยูร โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.พ.พ. ม. 1599 , ม. 1600 ป.วิ.พ. ม. 225 ป.รัษฎากร ม. 30 , ม. 40 (8) , ม. 42 (9) , ม. 46 , ม. 48 (4) , ม. 56 , ม. 56 ทวิ , ม. 77/1 (8) , ม. 77/1 (9) , ม. 79/3 (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) , ม. 8 , ม. 29 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37