ฎีกาที่ 7713/2554
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 55
พ.ศ. 2484 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 55 ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 72 ตรี
พ.ศ. 2484 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 72 ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 54 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 74 ทวิ
พ.ศ. 2484 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 74 ทวิ บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 4
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “สิ่งแวดล้อม” หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพที่อยู่รอบตัวมนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น “คุณภาพสิ่งแวดล้อม”...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 32
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 32 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเรื่องต่อไปนี้ (1) มาตรฐา...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 33
พ.ศ. 2535 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 33 ในกรณีที่เห็นสมควร ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้สูงกว่ามาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กำหนดตามมาตรา 32 เป็นพิเศษ สำหรับในเขตอนุรักษ์ห...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 41
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 41 ในกรณีที่จังหวัดใดซึ่งมีหน้าที่ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการตามมาตรา 37 ไม่จัดทำหรือไม่สามารถจัดทำได้ หรือจัดทำเสนอแล้วแต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 42
พ.ศ. 2535 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 42 การคุ้มครองและจัดการพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ให้เป็นไปตามแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 35 และตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 43 ในกรณีที่ปรากฏว่าพื้นที่ใดมีลักษณะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไป หรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่อาจถูกทำลายหรืออาจได้ร...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 99
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 99 ผู้ใดบุกรุกหรือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าไปกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลาย ทำให้สูญหาย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควรแก่การอนุรั...
- ต้นทาง
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 112
พ.ศ. 2535 · ตรงจากแหล่ง
มาตรา 112 ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติซึ่งได้รับแต่งตั้งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 113
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 113 บรรดากฎกระทรวง ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งซึ่งได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระรา...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 115
พ.ศ. 2535 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 115 บรรดารายงานเกี่ยวกับการศึกษาและมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการใดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ...
ย่อสั้น
ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่าเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่าเป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำของกลางหรือไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ ป.อ. มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงมิใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจสั่งริบของกลางได้
ย่อยาว
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1517/2547 และ 1594/2547 แต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้และให้เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิ, พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 32, 33, 41, 42, 43, 99, 112, 113, 115 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และบริวารออกไปจากป่า ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความนำสืบรับกันและที่มิได้อุทธรณ์ ฎีกา รับฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน จึงเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน และเป็นป่าตามความหมายของพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุเนื้อที่ 100 ไร่ โดยการปลูกสร้างอาคารที่พักขนาดใหญ่ 2 หลัง พร้อมที่จอดรถ อาคารโรงเก็บเครื่องสูบน้ำ 1 หลัง ขุดสระกักเก็บน้ำ 1 สระ และปลูกพืชไร่ จำพวกส้ม และลำไย สำหรับในปัญหาที่ว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูแลนคาด้านทิศใต้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐาน บุกรุก เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จึงเป็นการขาดเจตนายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐาน บุกรุก เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทไร่อุไรวรรณ จำกัด จำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุนั้น จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ มิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าจำเลยที่ 2 มิได้ครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางชอบหรือไม่ เห็นว่า เครื่องสูบน้ำดังกล่าวเป็นทรัพย์รายการที่ 5 ตามบัญชีอุปกรณ์อาคารสิ่งปลูกสร้างและต้นส้มเขียวหวานท้ายบันทึกการตรวจค้น ยึด จับกุม จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้ยึดเครื่องสูบน้ำดังกล่าวไว้เป็นของกลางแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานป่าไม้ส่งบันทึกการจับกุมพร้อมผู้ต้องหาให้แก่พนักงานสอบสวน จึงถือได้ว่าเจ้าพนักงานป่าไม้มอบของกลางแก่พนักงานสอบสวนแล้วเช่นเดียวกัน แม้เครื่องสูบน้ำของกลางจะยังคงอยู่ในที่ดินที่เกิดเหตุและเมื่อตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 48 มาตรา 54 หรือมาตรา 69 ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคท้าย บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าว ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ดังนั้น เมื่อทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินของรัฐและเป็นป่า โดยการปลูกส้ม ลำไย ก่อสร้างอาคารที่พักและขุดสระน้ำ เครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาต่อประการต่อไปว่า โจทก์ไม่บรรยายว่าเครื่องสูบน้ำเป็นของผู้ใด และใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมีรายการต่าง ๆ ที่จะต้องมีในคำฟ้องอีกรวม 7 อนุมาตรา แต่มิได้มีเงื่อนไขเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขอให้ศาลสั่งริบว่าจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เมื่อโจทก์ได้บรรยายมาในคำฟ้องว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พร้อมกับยึดเครื่องสูบน้ำเป็นของกลางและมีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าว จึงเป็นการเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องบรรยายมาในฟ้องว่า เป็นของผู้ใดและใช้ในการกระทำความผิดอย่างไร ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลาง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับมีคำสั่งให้ริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวจึงเป็นการเกินคำขอและการริบของกลางเป็นโทษสถานหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 สั่งริบเครื่องสูบน้ำของกลางจึงเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำดังกล่าวหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วแต่ไม่เห็นสมควรริบเครื่องสูบน้ำของกลาง คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สินแม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์สินเป็นสำคัญต่างกับโทษสถานอื่นซึ่งแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7713/2554 พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว โจทก์ นางสาวอัจฉราภัณฑ์ ก้านเหลือง กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 , ม. 72 ตรี วรรคสอง , ม. 74 ทวิ ป.ที่ดิน ม. 9 , ม. 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. ม. 158 , ม. 186 (9) , ม. 195 วรรคสอง ป.อ. ม. 18