ฎีกาที่ 14015/2553
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ขณะที่ ส. ซื้อ ที่ดิน แปลงแรก และต่อมา พ. ซื้อ ที่ดิน แปลงที่ 2 นั้น ส. และ พ. อยู่กินฉันสามีภริยาแล้ว แม้จะไม่ได้ความว่า ส. และ พ. ได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาต้องถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งการที่จะมีภาระจำยอมได้จะต้องมี ที่ดิน สองแปลงโดย ที่ดิน แปลงหนึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมของ ที่ดิน อีกแปลงหนึ่ง และการที่จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 จะต้องเป็นการใช้เพื่อตน มิใช่เป็นการอาศัยเมื่อการใช้สิทธิใน ที่ดิน ของ ส. ทั้งสองแปลงเป็นการใช้ในฐานะเจ้าของ ที่ดิน ร่วมกันกับ พ. มิใช่เป็นการใช้ใน ที่ดิน ของผู้อื่นอันจะเป็นผลให้ได้สิทธิภาระจำยอมในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์จะนำสิทธิที่ ส. มีอยู่ในที่พิพาทมานับต่อเนื่องกับสิทธิที่โจทก์ได้รับเพื่อให้ได้สิทธิภาระจำยอมใน ที่ดิน แปลงพิพาทหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ได้รับโอน ที่ดิน มีโฉนดจาก ส. ในปี 2536 นับถึงวันฟ้องคดีนี้ยังไม่ถึง 10 ปี ทางพิพาทจึงยังไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางพิพาทกว้าง 6 เมตร เยาว 16.80 เมตรบน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 41325 เลข ที่ดิน 1195 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ทางด้านทิศใต้เป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นของ ที่ดิน โจทก์ให้จำเลยนำโฉนด ที่ดิน ดังกล่าวจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมหรือทางจำเลยเป็นในส่วนที่พิพาท หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมหรือทางจำเป็น ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนประตูเหล็กและโรงจอดรถสิ่งกีดขวางทางพิพาทออกจากทางพิพาท จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยเปิดทางพิพาทกว้าง 3 เมตร จาก ที่ดิน ของโจทก์ยาวตลอดแนว ที่ดิน จำเลยออกสู่ถนนสาธารณประโยชน์บนโฉนดเลขที่ 41325 เลข ที่ดิน 1195 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ด้านทิศใต้ตามฟ้อง และให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมกว้าง 3 เมตร ยาวตลอด ที่ดิน ของจำเลยทางด้านทิศใต้จนจรดทางสาธารณประโยชน์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนประตูเหล็ก โรงจอดรถ สิ่งกีดขวางทางพิพาทออกจากทางพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้จำนวน 4,500 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุตรเขยและจำเลยเป็นบุตรของนายแสวง กับนางสมพร เมื่อปี 2506 นายแสวงซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 16477 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาจากนายชัง แล้วอาศัย ที่ดิน ของนายชังเดินออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาเมื่ปี 2530 นายสมพรซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 41325 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาจากนายแก้ว ซึ่งอยู่ติดกับ ที่ดิน ของนายแสวงเพื่อเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะเมื่อปี 2536 นายแสวงขาย ที่ดิน ที่ซื้อจากนายชังให้โจทก์ ต่อมาปี 2538 นางสมพรโอน ที่ดิน แปลงที่ซื้อจากนายแก้วให้จำเลย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความหรือไม่ โจทก์มีนายแสวงเบิกความว่า ได้ซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 16477 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จากนายชัง เมื่อปี 2506 จากนั้นอีก 1 ปี จึงได้ปลูกบ้านพักอาศัยกับบุตรสาวคนโตและบุตรเขย เมื่อปลูกบ้านเสร็จแล้วจะออกถนนใหญ่จะต้องผ่าน ที่ดิน ของนายชัง ต่อมานายแก้วได้จัดสรร ที่ดิน ขายและสร้างถนนกว้าง 4 เมตร เป็นทางสาธารณะเพื่อออกสู่ถนนพิมาย-ตลาดแค นางสมพรภริยาพยานได้ซื้อ ที่ดิน จัดสรรของนายแก้วโฉนดเลขที่ 41325 เมื่อปี 2530 และได้ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะตลอดมา นอกจากนี้โจทก์มีนางสมพรและพยานโจทก์ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุตรของนายแสวงกับนางสมพรและเป็นที่สาวจำเลยเบิกความในทำนองเดียวกันว่า นางสมพรได้อยู่กินเป็นสามีภริยากับนายแสวง และได้ซื้อ ที่ดิน ของนายชังเพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัย ต่อมานางสมพรได้ซื้อ ที่ดิน ของนายแก้วเพื่อเป็นทางออกสู่ถนนสาธารณะ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบทั้งหมดจึงรับฟังโดยสรุปได้ว่า ขณะที่นายแสวงซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 16477 ของนายชัง และต่อมานางสมพรซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 41325 ของนายแก้ว นายแสวงและนางสมพรอยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกันแล้ว แม้ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยนำสืบจะไม่ได้ความว่านายแสวงและนางสมพรได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาต้องถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน ฉะนั้น การที่จะมีภาระจำยอมได้จะต้องมี ที่ดิน สองแปลงโดย ที่ดิน แปลงหนึ่งตกอยู่ในภาระจำยอมของ ที่ดิน อีกแปลงหนึ่งและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 กำหนดในเรื่องที่จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความจะต้องเป็นการใช้เพื่อตน มิใช่เป็นการอาศัย ข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น เห็นว่า การใช้สิทธิใน ที่ดิน ของนายแสวงทั้งสองแปลงเป็นการใช้ในฐานะเจ้าของ ที่ดิน ร่วมกันกับนางสมพร มิใช่เป็นการใช้ใน ที่ดิน ของผู้อื่นอันจะเป็นผลให้ได้สิทธิภาระจำยอม ในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์จะนำสิทธิที่นายแสวงมีอยู่ในที่พิพาทมานับต่อเนื่องกับสิทธิที่โจทก์ได้รับเพื่อให้ได้สิทธิภาระจำยอมใน ที่ดิน แปลงพิพาทหาได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบปรากฏว่า โจทก์ได้รับโอน ที่ดิน แปลงโฉนดเลขที่ 16477 จากนายแสวงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2536 นับถึงวันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 1 ธันวาคม 2542) ยังไม่ถึง 10 ปี ทางพิพาทจึงยังไม่ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14015/2553 สิบตำรวจเอกสุเทพ บุญเอก โจทก์ นางสมหวัง ฤทธิวัชร์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1401